วิวาห์หวาน นายซาตาน ที่รักของฉัน

บทที่ 819 ยั่วยุ



บทที่ 819 ยั่วยุ

แล้วทุกคนจึงส่งเสี่ยวอจากไป

การลงโทษของลุงโอ ไม่ว่าใครก็มองว่า ถือเป็นความเมตตา แล้ว

แต่ในใจเฉียวยังรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย

แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไม เธอรู้สึกว่า เด็กตัวเล็กคนหนึ่งอย่างเสียวอ น่าจะไม่ใช่เป็นคนทำเรื่องนี้

แต่เวลานี้ หลักฐานทั้งหมดไปที่เธอ แล้วเธอเองก็ไม่สามารถ หาเหตุผลมาหักล้างได้ ดังนั้น เรื่องนี้จึงทำได้เพียงให้มันจบไป แบบนี้

ในที่สุดเรื่องวุ่นวายก็จบลง

เฉียว รู้สึกเหนื่อยเล็กน้อย จึงให้เสี่ยวเยวส่งเธอกลับห้องนอน

ขณะที่ผ่านตรงระเบียงทางเดิน เห็นจางเฟิงกับหญิงรับใช้อีก หลายคน พาเสียวอวี้เดินออกมาจากทางห้องคนรับใช้ กำลังจะ เดินไปทางประตูใหญ่

ในมือเสี่ยวอวี้ถือกระเป๋าเดินทางธรรมดาหนึ่งใบ ข้างหลัง สะพายเป้หนึ่งใบ น่าจะเป็นสิ่งของทั้งหมดของเธอที่นี่

เธอยังร้องไห้อยู่ ร้องไห้ไปด้วย แล้วใช้หลังมือข้างหนึ่งเช็ด น้ำตาไปด้วย
และก็พยักหน้าไปด้วย เหมือนกับรับปากคำสั่งเสียอะไรของ ป้าจางและคนอื่นต่อเธอ

เฉียวมองดูแล้วก็ถอนหายใจเฮือก

หันหลังกลับเข้าไปทางห้องนอนตัวเอง

ถูกพวกเธอเอะอะเช่นนี้ เวลาพักผ่อนกลางวันของเธอก็ต้อง ปล่อยทิ้งไปโดยปริยาย

ช่วงบ่าย ฝึกฝนปาลูกดอกอยู่ในห้องนอนสองชั่วโมง จน กระทั่งได้เวลาอาหารเย็น ถึงเดินออกมาจากห้องนอน

ตอนนี้เป็นฤดูร้อนแล้ว ฟ้ามืดช้า เนื่องจากปราสาทสร้างอยู่ริม ทะเลสาบ และเป็นที่ราบสูง จึงไม่รู้สึกร้อน

ตอนเย็นหลังจากพระอาทิตย์ตกดินแล้ว น้ำในทะเลสาบพัด

โชยลมกลางคืนมา ทำให้รู้สึกเย็นสดชื่น

วันนี้เฉียว มีความสุขมาก ไม่ได้ทานข้าวในห้องนอน แน่นอน ว่า เธอก็จะไม่ไปที่ห้องอาหารของตึกรองเพื่อร่วมรับประทาน อาหารกับหลินเยว่เอ๋อร์ ดังนั้น จึงเรียก ให้เสี่ยวเยว่ จัดอาหาร เย็นรับประทานที่ดาดฟ้าชั้นสอง

ดาดฟ้าชั้นสองหันไปทางทะเลสาบพอดี เวลานี้แค่ทุ่มหนึ่งเอง ฟ้าพลบค่ำ แสงไฟได้ส่องสว่างขึ้นแล้ว

แสงจันทร์บนท้องฟ้าได้ค่อยๆ โผล่ออกมา พระจันทร์เสี้ยว จางๆ สะท้อนไปบนผิวทะเลสาบ แสงระยิบระยับเหมือนอ่าง เกร็ดเงิน
เฉียว ขี้เกียจย้ายที่นั่ง ก็เลยนั่งบนรถเข็น หันหน้าไปทาง ทะเลสาบและแสงจันทร์ รับประทานอาหารค่ำขึ้นมาอย่าง อารมณ์ดี

เสี่ยวเยว่ไม่ได้ร่วมทานด้วย เธอได้ทานไปก่อนนานแล้ว เวลา นี้ เพียงแค่ยืนปรนนิบัติอยู่ข้างๆ

ปกติเฉียวฉีก็ไม่ชอบการวางมาดอยู่แล้ว และยิ่งไม่ชอบ ขนบธรรมเนียมที่กู้ซือเฉียนตั้งขึ้นแบบคุณชายใหญ่สมัยโบราณ นี้เลย

ดังนั้น เดิมทีก็ให้เธอมาร่วมนั่งด้วย ถึงแม้จะไม่ทานอาหาร ขอ เพียงดื่มน้ำและคุยเป็นเพื่อนก็ยังดี

แต่เสี่ยวเยว่ยืนกรานไม่ยอม บอกเพียงว่าถ้าจะคุย เธอยืนอยู่

ก็คุยได้เหมือนกัน

เมื่อเฉียวเห็นเช่นนั้น ก็ไม่ได้บังคับ

ลมกลางคืนพัดโชยกลิ่นอาหารออกมาเบาๆ บรรยากาศดีและ เงียบสงบมาก

เฉียว รับประทานอาหารค่ำไปคุยกับเสี่ยวเยว่ไปเรื่อยเปื่อย พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดในปราสาท ในช่วงนี้ และฟังเสี่ยวเยว่ คุยเรื่องคนในครอบครัวของเธอบ้าง

เฉียวฉีถึงรู้ว่า ที่แท้เธอเป็นเด็กกำพร้า

ตั้งแต่เล็กเสี่ยวเยว่ก็เติบโตมาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ส่วน พ่อแม่ของเธอนั้น เธอจำไม่ได้แล้วว่าหน้าตาเป็นอย่างไร
จําได้เพียงว่า ตอนเด็กที่บ้านยากจนมาก ประเภทที่ยากจน มากจนไม่มีแม้แต่ข้าวสารจะกรอกหม้อ

มีอยู่วันหนึ่ง เธอไม่สบาย เป็นไข้ตัวร้อนมาก แม้แต่หัวสมองก็ เบลอๆไม่รู้สึกตัวแล้ว

ในจิตใต้สำนึกรางๆ แม่นั่งร้องไห้อยู่ที่หัวเตียงตลอดเวลา ร้องไห้ไปเต็มๆหนึ่งคืน เช้าวันรุ่งขึ้น ก็แบกเธอไปในเมือง วางไว้ ที่ประตูสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า

ตอนนั้นเธอยังเล็กมาก เพียงแค่สามสี่ขวบ ตามหลักแล้วเรื่อง ส่วนใหญ่น่าจะเลือนรางจำไม่ได้แล้ว

แต่เงาหลังสุดท้ายของแม่ก่อนจากไปยังฝังลึกอยู่ในหัวของ เธอ จนตายก็ไม่มีวันลืม

ต่อมา เธอก็เติบโตอย่างปลอดภัยในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า และต่อมาอีก เรียนหนังสือได้ครึ่งทาง เพราะเกรดไม่ดี ดังนั้นก็ไม่ ได้เรียนต่อ จึงออกมาทำงาน

เรื่องจริงไม่ถือเป็นความพิเศษอะไรของชีวิต เมื่อเฉียวฟังไป ก็ค่อยๆนึกถึงตัวเองขึ้นมา

ที่แท้ เป็นคนที่มีเคราะห์กรรมเหมือนกันหรือ

หลังจากที่คุณแม่เฉียวเสียไป ญาติสนิทคนเดียวของเธอก็ เหลือเพียงถังซีซี แต่วันนี้ถึงซีซีก็ได้เสียไปแล้ว

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ รู้สึกเจ็บจี๊ด ในหัวใจ
เสี่ยวเยวฝืนยิ้มแล้วกล่าวว่า “ที่จริงถ้าปลงได้ก็ดีแล้ว ไม่มี ญาติก็ไม่มีห่วง เวลาที่เจอปัญหามากมาย ก็ตัดสินใจได้ง่ายและ เด็ดขาดมากขึ้น ไม่ต้องกังวลว่าจะทำให้ที่บ้านเดือดร้อนไป ด้วย”

เฉียวอีพยักหน้า”ใช่”

นํ้าเสียงเบามาก ราวกับถอนหายใจ

แล้วทั้งคู่ต่างเงียบไปโดยไม่พูดอะไร

และในเวลานี้ จู่ๆก็ได้ยินเสียงอ้อนแอ้นแว่วมาจากชั้นล่าง

“พวกแกอย่าพูดมั่วนะ กู้ซื้อเฉียนไม่ได้เป็นคนประเภทที่พวก

แกพูด ที่เขาส่งสิ่งของพวกนี้มาก็เพื่อชดเชยฉันเท่านั้น มีอะไร เกินจริงอย่างที่พวกแกพูดที่ไหน “ได้ หรือคุณยังไม่รู้จักนิสัยของคุณชายหรือ ถ้าในใจเขาไม่มี

คนคนไหน จะส่งสิ่งของให้เธอได้อย่างไร

“ก็ใช่ เมื่อรู้ว่ารังนกของคุณถูกแอบเปลี่ยนไปแล้ว ก็รีบให้คน ส่งรังนกชั้นเลิศมาชดเชยให้ ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีอาหารเสริมอื่นๆ อีกหลายตัว เมื่อกี้ฉันกับเสี่ยวถาวดูแล้ว ล้วนเป็นสิ่งของดีเลิศ

คำนี้ ยิ่งทำให้น้ำเสียงหลินเยว่เอ๋อร์ไพเราะอ่อนหวานมากขึ้น

“ได้ พวกเธอปากไว พาฉันไปดูหน่อย ของดีอะไรที่ทำให้พวก แกดีใจได้ขนาดนี้ ”

กลุ่มคนหัวเราะออกมาทันที “ดีค่ะ จะพาคุณไปเดี๋ยวนี้เลย
คนกลุ่มนั้นเจี๊ยวจ๊าวกันเดินไปทางห้องครัว

เสี่ยวเยวที่มองดูอยู่ ใบหน้ามีความดูถูกเหยียดหยาม แล้ว พึมพำว่า”นางสุนัขจิ้งจอกไร้ยางอาย

เฉียวไม่พูดอะไร และคิ้วของเธอก็ราบเรียบ

เมื่อเสี่ยวเยวมองดูสีหน้าเธอ แล้วกล่าวอย่างระมัดระวัง ว่า “คุณเฉียว คุณอย่าไปคิดมาก คุณชายเขาไม่เพียงส่งให้หลิน เยว่เอ๋อร์หรอก ส่งมาให้คุณด้วย เพียงแต่พวกเราคิดว่านี่ไม่ใช่ เรื่องที่ไม่เคยมี ดังนั้นจึงไม่ได้ตีกลองโพนทะนาเหมือนพวกเขา” ขณะที่พูด ก็ยิ้มเยาะเย้ย

เป็นเพียงส่วนผสมวัตถุดิบบำรุงสุขภาพเป็นปกติอยู่แล้ว ก็ เหมือนกับนางสนมได้รับการโปรดปราน ในสมัยโบราณเช่นนั้น หลินเยว่เอ๋อร์ที่มีโลกทัศน์เพียงเท่านี้ ก็ไม่เหมาะที่จะขึ้นเป็น ตำแหน่งคุณนายกู้”

เฉียว กล่าวเรียบๆ “เธอเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม ก็ไม่เกี่ยว กับเรา”

ขณะพูดก็ก้มหน้าดื่มน้ำชาไป

เมื่อเสี่ยวเยว่เห็นเช่นนั้น ก็ไม่แน่ใจว่าเธอไม่สนใจจริงๆหรือว่า แกล้งทําเป็นไม่สนใจกันแน่

ได้เพียงกล่าวเสียงต่ำ “คุณพูดถูก” เมื่อเฉียวฉีดื่มชาหมดแล้ว ก็ให้เสี่ยวเยว่เก็บข้าวของไป
ตอนแรกคิดจะนั่งต่ออีกสักพักแล้วค่อยกลับห้องไปพักผ่อน ไม่ คิดว่า เสี่ยวเยว่เพิ่งจะไป หลินเยว่เอ๋อร์ก็บิดเอวอ้อนแอ้นรอยยิ้ม เต็มหน้าเดินเข้ามา

“เอ้า หาตั้งครึ่งวัน ที่แท้คุณอยู่นี่เอง

ตอนนี้เป็นเวลากลางคืน เธอได้เปลี่ยนชุดเป็นชุดกระโปรงยาว สีฟ้าครามสวยงาม และดูออกว่าทรงผมกับใบหน้าได้ผ่านการจัด แต่งมาแล้ว จะบอกว่าแต่งมาเต็มยศก็ไม่เกินจริง


เพื่อการอัปเดตบทที่เร็วขึ้น กรุณาบริจาคสำหรับเว็บไซต์เพื่อซื้อบทใหม่! ขอขอบคุณ
THB

เคล็ดลับ: คุณสามารถใช้แป้นคีย์บอร์ดซ้ายขวา A และ D เพื่อเรียกดูระหว่างบทต่างๆ