ยั่วรักทนายคนโหด

ตอน714ยังมีคนอยู่นะ



ตอน714ยังมีคนอยู่นะ

ตอนที่ 714 ยังมีคนอยู่นะ

รถขับมาถึงโรงพยาบาลเร็วมาก ระหว่างทางทั้งคู่ก็พูด หัวเราะกัน ไม่มีเวลาไหนสงบนิ่งเลย นอกจากชนัยจะเริ่มอ่าน เอกสารแล้ว จากนั้นก็ไม่ได้เปิดมันออกมาอีก

มีเธออยู่ข้างกาย เลยไม่มีสมาธิเท่าไหร่ เพียงได้ยินเสียง ของเธอ เห็นใบหน้าด้านข้างของเธอ ก็ไม่สามารถทำงานได้ลง

รถมาจอดถึงหน้าประตูโรงพยาบาล ดราก็สะพาย กระเป๋าของตน เตรียมลงจากรถ

ชนัยเสียดายนิดหน่อย แม้ว่าคืนนี้ก็ได้เจอกัน ไม่เจอกันไม่

กี่ชั่วโมงก็เสียดายแล้ว เขาติดเธอมาก

“ไปแล้วหรอ?”

“ชาย” ดราณีมองประตูใหญ่ของโรงพยาบาลทางด้าน หลัง “ถึงแล้ว”

“ฉันรู้ว่าถึงแล้ว” ในขณะที่ชนัยพูดอยู่ มือก็ไม่ได้ปล่อย เธอไป “เธอไปแล้ว ไม่บอกอะไรกับฉันหน่อยหรอ?”

ดราณีมองคนที่ไม่ยอมปล่อยมือโดยสิ้นเชิง รู้สึกไม่เข้าใจ นิดหน่อย “คุณ…….หมายความว่ายังไง?”

ชนัยไม่พูดอะไรในตอนนี้
ความหมายของเขา

เขาจะหมายความว่าอย่างไรได้ล่ะ ก็แค่อยากให้เธอพูด อะไรที่น่าฟังสักประโยคหนึ่ง หรือไม่ก็จับหนึ่งที แล้วทำอะไรอีก ละ?

แต่น่าเสียดายที่หญิงสาวตัวเล็กข้างหน้าดูเหมือนว่าจะ ไม่รู้สึกตัวสักนิด ดวงตาโตเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม

เขาเลยรุกเองดีกว่า เขาคว้าลำคอเธอแล้วกดมาหาตัวเอง พูดตรงหน้าเธอด้วยเสียงแผ่วเบา “จูบหนึ่งที

หนึ่งวินาทีต่อมาตราณีก็แก้มแดงแป๊ด เธอรีบมองคนขับ รถที่อยู่ที่นั่งคนขับ แม้ว่าอีกฝ่ายจะรีบก้มหน้าลงไป แต่เธอก็ อายมากอยู่ดี

“คุณทำอะไรเนี่ย ยังมีคนอยู่นะ!” เธอพูดไปด้วยพลาง

ออกแรงดิ้นออกจากมือเขาไปด้วย

ชนัยไม่ได้ขัดขืนอะไร ถูกเธอผลักออกมาจริงๆ ร่างกาย เด้งขึ้นด้วยแรงเฉื่อย พอได้สติกลับมา เขาก็รู้สึกไม่ดีแล้ว

“เธอผลักฉันจริงๆหรอ?”

ดราณีไม่ได้สนใจว่าเขาจะคิดอย่างไร เธอรีบดึงประตูออก อย่างรวดเร็ว เท้าก็ก้าวออกไปแล้ว ไม่ได้ตั้งใจ

พูดจบ ไม่ได้ให้โอกาสเขาพูด ก็หมุนตัวเดินตรงไปที่หน้าประตูโรงพยาบาล
คนขับถที่นั่งอยู่ที่นั่งคนขับก็กลัวจนเหงื่อแตกพลั่ก คุณ ดราณีเดินไปแล้ว อีกเดี่ยวท่านชมัยต้องมาระบายความโกรธที่ ตัวเองแน่ เขาไม่อยากถูกหักเงินนะ……..

แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ชนัยจ้องไปที่ร่างเล็กจนหายเข้าไป ในประตูแล้วก็ละสายตาออกมา มุมปากกระตุกเหมือนจะยิ้มก็ ไม่ยิ้ม “ใจด่าจริงๆ”

คนขับรถเงยหน้าขึ้นอย่างกังวล แล้วเอ่ยปากถามอย่าง ระมัดระวัง “ท่านชนัย ตอนนี้กลับบริษัทใช่ไหมครับ?”

“อืม” ชนัยโบกมือขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อน หวานจนน่ากลัว “ไปส่งเธอแล้ว ก็ควรกลับไปทำงาน

ดราณีรีบก้าวเท้ายาวมาที่ประตูห้องผู้ป่วย เดิมที่เธอคิดจะ มาก่อนเก้าโมง ยังไงคุณลุงก็เฝ้าอยู่หนึ่งคืนเต็มๆ ตอนนี้น่าจะ เหนื่อยแน่ๆ ควรมีคนมาเฝ้าแทน แต่ชนัยทำให้ช้าไปนิดหน่อย มาถึงก่อนเก้าโมงครึ่งแล้ว

เธอเดินเข้ามาอย่างกังวลสุดขีด “คุณลุงคะ ขอโทษที่ฉัน มาสายนะคะ เฝ้ามาหนึ่งคืนเต็มๆ คุณลุงรีบกลับบ้านไปพักผ่อน เถอะค่ะ”

“ไม่เป็นไรๆ แม่เธอมาแทนฉันเมื่อเช้าไปแล้ว เธอทานข้าว มาหรือยัง?”

“ทานแล้วค่ะ คุณลุงรีบไปทานที่โรงอาหารแล้วรีบกลับไปนอนเถอะค่ะ” ดราณีพูดไปด้วยก็วางของไปด้วย แล้วเดินไปที่

ข้างเตียง

บนเตียง ทยุติยังคงหลับอยู่ หายใจค่อนข้างหนักหน่วง “พ่อฉันยังไม่ตื่นหรอคะ?”

“เมื่อเช้าตื่นมารอบหนึ่งแล้ว ตรวจร่างกายแล้วทานข้าว เสร็จถึงได้นอน อย่าไปปลุกเขาล่ะ นอนมากหน่อยก็ดี ตื่นมาก็ ลำบาก” คุณลุงบอกไปด้วยพลางห่อของตัวเองให้เรียบร้อย “งั้นเธออยู่ที่นี่เฝ้านะ มีอะไรก็ติดต่อฉันได้ตลอดเวลา ฉันกับป้า เธอมาได้”

“ค่ะ ค่อยๆเดินทางนะคะ”

เดินไปส่งคุณลุงเสร็จ ดราณีก็ย้ายเก้าอี้มานั่งข้างเตียง เสนานีที่เพิ่งไปทำเรื่องตามขั้นตอนก็กลับมาพอดี

เธอมองไป แล้วตะโกนเรียกอย่างนอบน้อม “แม่คะ”

“มาแล้วหรอ” เสนานีนำกระดาษต่างๆเก็บไว้ในกระเป๋า “เมื่อคืนวานพ่อทรมาณมาก นอนไม่ได้นานเลย ยังดีที่เป็นห้อง เดี่ยว ไม่งั้นคงเสียงดังจนนอนไม่ได้”

ดราณีได้ยินแล้วก็สงสาร หยุติอายุขนาดนี้แล้ว ทนทร

มาณไม่ไหวแล้วจริงๆ

เสนานีเห็นสีหน้าท่าทางของลูกสาวตน เห็นว่าเธอฟัง ความแตกต่างไม่ออก เลยเดินไปข้างกายแล้วเอ่ยถามเสียงเบา “ดราณี แม่รู้ว่าโรงพยาบาลเอกชนในเมือง มันจัดหาได้ยากมาก ยิ่งเป็นห้องเดียวแล้วด้วย ใช่เพื่อนคนที่ช่วยพวกเราหาใช่ ไหม?”

ครอบครัวของดราณีไม่มีญาติสนิทมิตรสหายในเมือง หลังจากที่ทยุติเกิดอุบัติเหตุ คนที่มาหามีเพียงคนเดียว คือชนัย

จู่ๆก็โดนถาม ตราณีค่อนข้างกังวล แต่ก็เลือกที่จะปิดบัง “ใช่ค่ะแม่ เขามีเพื่อนที่รู้จักอยู่ที่นี่พอดี”

“แม่ดูแล้วเขาไม่เหมือนนักเรียน แล้วก็ไม่เหมือนคน ธรรมดาด้วย เขาทำงานอะไรล่ะ?” เสนานหลอกถาม สุดท้าย แล้วก็ยังไม่วางใจ

แต่ดันเป็นคำถามที่ไปสะกิดใจดราณีพอดี เธอคิดว่า คนในครอบครัวต้องถามถึงชนัยอย่างแน่นอน แต่ไม่คิดว่าจะ ฉับพลันขนาดนี้

ในตอนนี้ ดราณีก็พูดออกมาตะกุกตะกัก “คือ คือเขาก็ ทำงานธรรมดา เมื่อก่อนหนูเคยทำงานที่บริษัทเขา เลยได้รู้จัก กัน คงรู้สึกว่าเรื่องมันค่อนข้างรีบร้อน เลยช่วยฉันไว้ เขาเป็น คนที่ใจดีมาก”

พูดถึงคำว่าใจดี ดราณีก็รู้สึกเสียความมั่นใจ อดไม่ได้ที่จะ ปรับเสียง ให้ทุ่มลง ยังไงคนที่นิสัยแบบชนัย เธอมั่นใจว่าอีก ฝ่ายไม่ได้เป็นคนที่ใจดีตั้งแต่แรกหรอก

เวลาเย็นชาขึ้นมาน่ากลัวกว่าใครๆ

แต่เสนานีฟังแล้วก็ยิ่งแปลกๆ “พูดแบบนี้แปลว่าเขาเป็นเจ้านายลูกหรอ?”

ดราณีใจเต้น ตึกตัก “ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว”

“เจ้านายใจดีกับลูกน้องขนาดนี้เลยหรอ? มันไม่ใช่เงินไม่ กี่พัน แต่เป็นเงินหลายหมื่นนะ ดราณี ลูกไม่ได้…..” เสนานี้พูด ไปถึงครึ่งก็ไม่ได้พูดต่อ พอเผชิญหน้ากับลูกสาวตัวเองแล้วก็ไม่ ได้พูดออกไปง่ายๆ

ดราณีรีบพูดให้กระจ่าง “ไม่มีอะไรจริงๆนะแม่ อย่าคิด อะไรซับซ้อนขนาดนั้น เงินก้อนนี้หนูต้องคืนเขา หนูบอกว่าจะ ผ่อนคืน”

ได้ยินเธอบอกว่าต้องคืนเงิน สีหน้าของเสนานี้ก็คลายลง มาในที่สุด “งั้นเขาพูดยังไงบ้าง ให้เวลาจำกัดเท่าไหร่?

“เจ้านายเรารวยมาก บอกว่าเงินก้อนนี้ผ่อนคืนตามกำลัง

ก็ได้”

เสนานีมองใบหน้าเนียนของลูกสาว ตั้งแต่เล็กจนโตเธอ ไม่เคยสร้างปัญหาอะไรให้กับครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียน หรือว่าการใช้ชีวิตก็ไม่เคยทำให้พวกเขากังวลใจ หลังเข้ามหา ลัยก็ไม่ได้เอ่ยปากขอเงินสักก้อน

เสนานี้ไม่เคยเป็นห่วงเธอ ยังไงตั้งแต่เด็กเธอก็เป็นคนที่ เชื่อฟังอย่างมาก คงไม่ทำเรื่องที่ยากที่จะยอมรับอย่างแน่นอน ตอนนี้ก็คงเป็นอย่างนั้น

ถึงแม้ว่าในใจจะตะหงิดๆ แต่คนเป็นแม่ก็เข้าใจลูกสาวตัวเอง เชื่อใจดราณีว่าจะไม่ทำอะไรอย่างนั้น

“ไม่ว่าเจ้านายจะพูดยังไง เงินก้อนนี้พวกเราต้องคืนเร็ว หน่อย รอพ่อดีขึ้น แม่จะกลับไปรวบรวมเงิน ดูว่าสามารถคืนสัก ส่วนหนึ่งก่อนได้ไหม”


เพื่อการอัปเดตบทที่เร็วขึ้น กรุณาบริจาคสำหรับเว็บไซต์เพื่อซื้อบทใหม่! ขอขอบคุณ
THB

เคล็ดลับ: คุณสามารถใช้แป้นคีย์บอร์ดซ้ายขวา A และ D เพื่อเรียกดูระหว่างบทต่างๆ