ประธานมู่ ฉันไม่รักนายอีกแล้ว!

บทที่ 213 แค่ให้เธอหายไป



บทที่ 213 แค่ให้เธอหายไป

บทที่ 213 แค่ให้เธอหายไป

มู่บ้านเป่ยจุดบุหรี่ให้ตัวเองอีกหนึ่งม้วน

ภายในที่นั่งชั้นพิเศษมีเพียงเสียงเพลงที่เปิดคลอไว้เบาๆ โดยที่ ไม่มีใครพูดคุยกัน แม้แต่คนที่ชอบพูดเป็นชีวิตจิตใจอย่างหนาน กงอี้ยังปิดปากเงียบ

ถึงแม้พวกเขาจะไม่ใช่หลานของนายท่านใหญ่มู่ แต่สำหรับ ผู้ชายที่เกิดอยู่ในบ้านที่มีฐานะแล้ว จะไม่มีใครกล้าเห็นต่างกับคำ พูดของนายท่านใหญ่มู่เลย

ผู้หญิง เราสามารถหลงได้ เอาใจได้ แต่อย่าไปรักเด็ดขาด

เพราะถ้ารักแล้ว ชีวิตของคุณก็จะมีจุดอ่อนขึ้นมาทันที และใน ขณะเดียวกันชีวิตของคุณก็จะตกอยู่ในเงื้อมมือของผู้ที่ประสงค์ ร้ายต่อคุณ

ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ แต่มู่บ้านเป่ยนั้นจุดบุหรี่ให้กับตัวเอง เป็นม้วนที่สามแล้ว

ไฟแช็กถูกเขาโยนทิ้งไปข้างๆ และเขาก็มองไปที่เจียงหนาน ด้วยรอยิ้มที่เย็นชา
“ใครเป็นคนบอกนายกัน ว่าฉันรักผู้หญิงคนนั้น?

แต่เจียงหนานกลับหันไปมองสายตาเย็นชาคู่นั้น ด้วยความ จริงจัง ผ่านไปสักพัก จึงถอนหายใจออกมาเบาๆ

“ทีมของกู้อานหยานทีมนี้ ได้ทำผิดไว้กับหลายคน และคนพวก นั้นที่เมื่อก่อนเคยอยู่ในที่มืด พวกเขาอาจจะแค่ต้องการรับมือกับ นักวาดการ์ตูนมือเทพก็เท่านั้นเอง ”

“แต่ว่าตอนนี้” เขายังคงมองหน้าของมู่บ้านเป่ย โดยไม่ยอม พลาดการแสดงสีหน้าของเขาแม้แต่น้อย

“วันนี้พวกเธอสามารถเอาชนะได้อย่างขาดรอย แต่นายกลับถูก ความโกรธครอบงำาจนถึงขั้นลืมคำสอนของนายท่านใหญ่มู่ และ แสดงออกถึงความสัมพันธ์อันสนิทสนมของนายกับกู้อานหยาน ภายในงาน”

“นายลองทายดูซิ ว่าพวกเธอจะสามารถผ่านคืนนี้ไปได้อย่าง ปลอดภัยหรือเปล่า?”

ดวงตาของมู่บ้านเป่ยก็ยังคงเย็นชาอยู่เหมือนเดิม บุหรี่ที่อยู่ ปลายนิ้วมือก็ค่อยๆไหม้ แต่เขากลับไม่มีความคิดที่อยากจะยกมัน ขึ้นมาสูบอีก
วันนี้เขาเอาแต่ใจตัวเองจริงๆ

ทันใดนั้น ม้วนบุหรี่ที่ยังไม่ทันได้ไหม้หมด ก็ถูกเขาทิ้งลงไปใน ที่ใส่กันบุหรี่ ร่างที่สูงใหญ่ของเขาลุกขึ้นมาจากโซฟา แล้วเดิน ออกไปข้างนอกทันที

ในนาทีที่ประตูห้องที่นั่งชั้นพิเศษถูกปิดนั้น พวกเขาสามคนที่ ถูกทิ้งไว้ภายในห้อง ก็ได้ยินคำพูดของเขาที่พูดกับหลีเย่อย่าง ชัดเจน: “ไปเตรียมรถมา

พี่ใหญ่เปลี่ยนไปจริงๆ

เมื่อก่อน ไม่ว่าเขาจะเจอเรื่องอะไร เขาก็จะสามารถจัดการมันได้ อย่างใจเย็น

แต่ตอนนี้ แค่เพียงคิดว่าผู้หญิงคนนั้นอาจจะได้รับอันตราย พี่ ใหญ่ก็ทิ้งพวกเขาไว้แล้วรีบออกไปทันที

และถ้าหากเป็นเมื่อก่อน พี่ใหญ่จะไม่มีทางไปแย่งผู้หญิงในที่ สาธารณะต่อหน้าของแขกเป็นจำนวนมากแน่นอน

แต่ตอนนี้ เขากลับเปิดศึกแย่งชิงผู้หญิงต่อหน้าของทุกคนและ ต่อหน้าของสื่อด้วย
พี่ใหญ่ก็ยังคงเป็นพี่ใหญ่ เพราะไม่ว่าจะทำอะไรก็จะเด็ดขาด และจะมีการตัดสินใจที่เฉลียวฉลาดมาก

แต่ในขณะเดียวกันพี่ใหญ่ก็กลับไม่เหมือนพี่ใหญ่อีก เพราะอย่าง น้อยๆเมื่อพี่ใหญ่ได้รู้เรื่องอะไรที่เกี่ยวกับผู้หญิงคนนั้น พี่ใหญ่ก็จะ เปลี่ยนเป็นคนหุนหันและไร้เหตุผลขึ้นมาทันที

“พี่รอง พี่คิดว่ายังไง?” หนานกงอี้หันไปมองทางเจียงหนาน

ใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้มอยู่ตลอดของเจียงหนาน ตอนนี้กลับได้ จางหายไป

“เดี๋ยวฉันจะไปจัดการผู้หญิงคนนั้นเอง”ลู่ฉินขว้างแก้วลงบนพื้น และถ้าหากสังเกตดีๆ ก็จะเห็นว่าในสายตาของเขานั้นเต็มไปด้วย ความอาฆาต

“นายจะทำให้กู้อานหยานหายไปอย่างนั้นเหรอ?” เจียงหนาน ขมวดคิ้วขึ้นมา “นี่นายคิดดีแล้วใช่ไหม?”

“ขอแค่ผู้หญิงคนนั้นหายไป พี่ใหญ่ก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม”

ลู่ฉินตัดสินใจแล้ว ว่าเรื่องนี้เขาจำเป็นต้องจัดการด้วยตัวเอง
ทุกอย่างที่จะนำพาความอันตรายมาให้กับพี่ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นคน หรือสิ่งของ เขาก็จะจัดการให้หมด! เพื่อทำให้พี่ใหญ่กลับมาเป็น คุณชายใหญ่มู่ที่แข็งแกร่งและไม่เคยเกรงกลัวใครคนเดิม

“นี้เป็นการหวั่นไหวครั้งแรกในชีวิตของพี่ใหญ่ ถ้านายไปฆ่าเธอ แล้วต่อไปจะให้พี่ใหญ่เผชิญหน้ากับความสัมพันธ์ระหว่างนายกับ พี่เขายังไง?”

“หรือว่า พี่ใหญ่จะไม่ต้องการพี่น้องอย่างพวกเรา เพียงเพราะผู้ หญิงคนเดียวแล้วจริงๆ?

ลู่ฉินไม่อาจเข้าใจความรู้สึกแบบนี้ได้ เพราะสำหรับพวกเขาแล้ว ผู้หญิงเป็นคำที่ใช้แทนความวุ่นวายอยู่แล้ว

เมื่อสามารถหลีกเลี่ยงได้ ก็จะไม่ไปยุ่งเกี่ยวเด็ดขาด

ดังนั้นเขาจึงไม่เข้าใจว่าทำไมพี่ใหญ่ถึงเปลี่ยนไปเพียงเพราะผู้ หญิงคนเดียวขนาดนี้

“พี่ใหญ่ไม่มีทางที่จะไม่ต้องการพวกเราหรอก แต่พี่ใหญ่ก็จะไม่ ยอมให้พวกเราทำร้ายผู้หญิงของพี่ใหญ่เหมือนกัน”

เจียงหนานขอพนันเลย ด้วยความที่ฉันคนนี้เป็นคนที่อายุน้อยที่สุด และเป็นคนที่มีนิสัยตรงที่สุดในบรรดาของพวกเขา

เป็นคนไม่ค่อยชอบพูด แต่เมื่อตัดสินใจจะทำอะไรแล้ว ก็จะ ลงมือทำทันที

เพราะฉะนั้นตอนนี้ ถ้าหากไม่สามารถเปลี่ยนความคิดของลู่ฉิน ได้ ไม่แน่ว่าลู่ฉินอาจจะทำเรื่องบางเรื่องที่พวกเขาไม่สามารถ ช่วยได้ลงไป

“เราแค่ต้องช่วยกันดึงสติของพี่ใหญ่กลับมาก็เท่านั้น ไม่จำเป็น ต้องกำจัดผู้หญิงของพี่ใหญ่หรอก”

คำพูดของเจียงหนานนั้น ทำให้ลู่ฉินและหนานกงอี้จ้องมองไป ที่เขาด้วยความตกใจ

เจียงหนานรินไวน์ให้กับตัวเองหนึ่งแก้ว ยกขึ้นมาจิบสองที แล้ว จึงค่อยพูดออกมา: “ ฉันว่ายังมีอีกวิธีหนึ่งนะ

คืนนี้กู้อานหยานและเพื่อนๆของเธอได้เจอปัญหาจริงๆ

หลังจากออกมาจากร้านอาหารเสฉวน พวกเธอก็เดินมุ่งไปทาง สํานักงาน
คืนนี้ทุกคนคิดไว้ว่าถ้าไม่เมาก็จะไม่กลับ รอกลับถึงสำนักงาน แล้วพวกเธอจะค่อยสั่งของมากินมาดื่มด้วยกันจนถึงเช้า

แต่สิ่งที่คาดไม่ถึงคือ พวกเธอยังไม่ทันได้เดินไปถึงอาคารฟูตัว ก็ถูกคนกลุ่มหนึ่งมาขวางพวกเธอตรงซอยหลังอาคารเสียก่อน

มีผู้หญิงคนหนึ่งที่ใส่เสื้อผ้าสีสดใสเดินออกมาจากคนกลุ่มนั้น จนมายืนขวางอยู่ตรงหน้าของฉันโจว

เธอยกแขนขึ้น แล้วตบลงมาอย่างแรงที่หน้าของฉินโจวหนึ่งที

ซูเสี่ยวหมี่อยากจะเข้าไปขวางไว้ แต่อานหยานกลับดึงเธอไว้ เสียก่อน

นั้นมันเป็นเรื่องระหว่างฉินโจวกับซูเล่ย ควรให้พวกเขาจัดการ

กันเอง

คนอื่นช่วยอะไรไม่ได้หรอก

หลังจากซูเล่ยได้ตบฉินโจวไปหนึ่งทีแล้ว แต่ก็ดูเหมือนเธอจะยัง ไม่พอใจ จึงได้ยกแขนขึ้นมาอีกรอบ แล้วตบไปอีกห้าที
ใบหน้าของฉินโจวนั้นบวมขึ้นมาทันที และตรงมุมปากก็มีเลือด

ซึมออกมา

แต่เขากลับยืนมองผู้หญิงที่อยู่ข้างหน้าของเขาอย่างเงียบๆ โดยที่ไม่ตอบโต้อะไรสักอย่าง

อกของเธอกระเพื่อมไม่หยุด จึงเห็นได้ชัดว่าซูเล่ยนั้นรู้สึกโกรธ มาก หลังจากตบไปหาทีแล้ว เธอก็ยกแขนขึ้นอีกครั้ง

แต่ครั้งนี้ ในขณะที่เธอกำลังจะตบลงไปที่หน้าของเขานั้น ฉินโจ วก็จับข้อมือของเธอไว้ได้

“ยังตบไม่พออีกเหรอ?”

“ไม่พอ! เธอกัดฟันแน่น และด้วยความโกรธและความน้อยใจ จึง ทำให้ใบหน้าของเธอนั้นบิดเบี้ยวไปหมด

“คุณกล้าหลอกฉัน!คุณทำแบบนี้กับฉันทำไม! ”

“ผมไปหลอกคุณเรื่องอะไร? ตั้งแต่แรกผมไม่เคยให้สัญญา อะไรกับคุณ”

เพราะฉะนั้นมันก็ไม่ใช่การหลอกลวง และยิ่งไปกว่านั้น คืนนั้น เขาไม่ได้แตะต้องตัวเธอเลย และไม่ได้ติดอะไรกับเธอแล้วด้วย

“ซูเล่ยพอเถอะ ที่คุณตบหน้าผมห้าทีเมื่อกี้ไม่ใช่การให้คุณเอา คืนผมนะ แต่เป็นการบอกตัวเองว่า ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับ คุณมันจบแล้วต่อไปเราจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก”

ซูเล่ยไม่คิดมาก่อนว่า เขาจะใช้น้ำเสียงที่เย็นชาขนาดนี้พูดกับ

เธอ

เขาเปลี่ยนไปแล้ว เขาไม่ใช่คนที่เคยขอร้องเธอ คนที่เชื่อฟังเธอ และไม่ใช่หานเทียนที่ยอมเธอทุกอย่างอีกต่อไปแล้ว

“นี่นายไปชอบผู้หญิงคนอื่นแล้วใช่ไหม? คือหนึ่งในพวกเธอใช่ ไหม? คือคนขี้เหร่คนนี้ หรือว่าเป็นผู้หญิงสองคนนั้นล่ะ

เธอชี้ไปทางผู้หญิงทั้งสามคนที่อยู่ข้างหลังของฉินโจว ราวกับ อยากจะถลกหนังของพวกเธอออก

“พวกเธอมีดีอะไรกัน? นี่นายตาบอดหรือว่าเป็นประสาทกันแน่? นายชอบคนหน้าตาขี้เหร่แบบนี้เหรอ?”
“พวกเธอสวยกว่าคุณทุกคน”ฉินโจวสะบัดมือของเธอออก

ซูเล่ยไม่ทันได้ระวัง จนเกือบจะทำให้เธอล้มลงไปกองอยู่บนพื้น

ผู้ชายสองคนที่ยืนอยู่ข้างหลังของเธอจึงได้รีบเข้ามาประคอง เธอทันที ราวกับว่าเธอนั้นเป็นที่รัก และกลัวว่าเธอจะได้รับบาด เจ็บ

แต่เมื่อฉินโจวได้เห็นการกระทำของเธอและผู้ชายสองคนนั้น กลับรู้สึกว่ามันเป็นแค่การประชด

เขาจึงยิ้มขึ้นมาทันที แต่ในรอยยิ้มนั้นไม่ได้มีความพอใจ แล้วก็ ไม่มีความโกรธเกลียดเหมือนกัน มีแค่ความนิ่งเท่านั้น

“รอบกายของคุณมีผู้ชายอยู่นับไม่ถ้วน คุณมักจะคิดว่า คุณเป็น จุดศูนย์กลางของโลกใบนี้ และทุกคนต้องหมุนรอบตัวคุณ

“คุณอาจจะคิดว่า คุณสามารถควบคุมผู้ชายบนโลกนี้ได้ทั้งหมด ขอเพียงแค่คุณกระดิกนิ้ว พวกผู้ชายพวกนั้นก็จะทำทุกอย่างให้ กับคุณ

คำพูดพวกนี้ เป็นคำพูดที่เขาอยากจะพูดตั้งแต่ปีที่เขาเดินออกมาจากเธอแล้ว

แต่แค่ในตอนนั้น ความรู้สึกเจ็บปวดมันมากเกินไป จนเขาคิด แค่อยากจะรีบหนีออกมา โดยไม่อยากจะคุยกับเธอแม้แต่ครึ่ง ประโยค

“ซูเล่ย คุณตื่นเถอะ ถ้าคุณยังจะใช้ชีวิตแบบนี้อยู่อีก ผู้ชายที่คุณ จะเจอก็เป็นผู้ชายแบบเดิมๆ

“และที่พวกเขาเข้าใกล้คุณ ถ้าไม่ใช่เพราะว่าต้องการร่างกาย ของคุณ ก็จะเป็นเพราะต้องการเงินของคุณ ในเมื่อคุณไม่จริงใจ กับใคร คุณก็จะไม่ได้รับความจริงใจกลับมาเหมือนกัน”


เพื่อการอัปเดตบทที่เร็วขึ้น กรุณาบริจาคสำหรับเว็บไซต์เพื่อซื้อบทใหม่! ขอขอบคุณ
THB

เคล็ดลับ: คุณสามารถใช้แป้นคีย์บอร์ดซ้ายขวา A และ D เพื่อเรียกดูระหว่างบทต่างๆ