ผู้สานต่อห้วงเวลา

บทที่ 1 Prelude เมื่อคนสองคนมาพบกัน



บทที่ 1 Prelude เมื่อคนสองคนมาพบกัน

ดวงดาว… คือสิ่งที่ส่องประกายระยิบระยับบนฟากฟ้า ยามค่ำคืน เปรียบได้กับ บุคคลผู้มีความโดดเด่นในด้าน ต่าง ๆ อยู่ท่ามกลางวงล้อม เป็นที่จับตามอง นับหน้าถือ ตาของบุคคลอื่น เพียบพร้อมด้วยสิ่งที่หมายปอง และใช้ ชีวิตอย่างอิสระเสรี

ทว่าในความเป็นจริงนั้น ดวงดาวหาได้มีอิสระอย่างที่ คิดกัน ดวงดาวเหล่านั้นถูกผูกพ่วงไว้ด้วยกฎเกณฑ์ต่าง ๆ มากมาย ปรากฏตัวในสถานที่เดิม ๆ ในวงโคจรเดิม ๆ โดยมิอาจเปลี่ยนผันตามใจ กระทั่งความสวยงามยังเป็น เพียงภาพมายา แต่ในความเป็นจริง… คือดินแดนรกร้าง ว่างเปล่า ไร้ชีวิต

การใช้ชีวิตโดยมีแสงสาดส่องตลอดเวลา ก็เหมือนถูกรั้ง ไว้ใต้แสงสว่าง…

แท้จริงแล้ว…. ความเรียบง่ายต่างหากที่เป็นคุณค่าของ

ชีวิต

คำกล่าวโดยใครบางคนที่ขอเป็นเพียงต้นหญ้าริมทาง
อารยธรรมของมนุษย์บนโลกใบนี้ได้จบสิ้นลงไปแล้ว ครั้งหนึ่ง จากปรากฏการณ์ที่ถูกธรรมชาติเอาคืนครั้งใหญ่ แต่ด้วยวิวัฒนาการในยามวิกฤติของมนุษย์ ทำให้มนุษย์ จำนวนหนึ่งได้รับพลังอำนาจที่เรียกว่า ‘พลังจิต’ ไว้ใน ครอบครอง ซึ่งกลุ่มคนเหล่านั้นก็ใช้พลังที่ได้รับมา ชี้นำ โลกให้เข้าสู่ยุคใหม่ ในปีศักราชใหม่ AN 1

จากวันนั้น มนุษย์ค่อย ๆ รื้อฟื้นอารยธรรมที่ล่มสลายลง ไปแล้วครั้งหนึ่งขึ้นมาอีกครั้ง จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมา เกือบ 1500 ปี

ณ ใจกลางเมืองหลวงแห่งทวีป “มีเทร์” ศูนย์รวมของ ทวีปเอเชียในอารยธรรมโบราณ เนื่องจากอยู่ไม่ห่างจาก เส้นศูนย์สูตรเท่าไหร่ เวลาเที่ยงวัน แดดจึงร้อนระอุเฉก เช่นที่เป็นมาแล้วหลายพันหลายหมื่นปี

เด็กหนุ่มในชุดนักเรียน เสื้อสีขาวหม่น ๆ จากฝุ่น กางเกง ขายาวสีดำก็เป็นรอยเปื้อนเปรอะ นั่งแอบอยู่ในร่มเงาของ ซอกตึก มีลูกแมวสีดำถูกทิ้งร้องกรอกแก้วหูอยู่ไม่ห่างนัก

จะว่าไปการที่เขามาตกอยู่ในสภาพนี้ก็เพราะ… เดิน ตกหลุม เงินตกท่อ หมาไล่กัด แถมเข้ามาช่วยแมวที่โดน นักเลงรังแก กลายเป็นโดนไถเงินแทน ไม่มีเงินให้ก็โดน รุมอัดยับอีกต่างหาก… ไม่อย่างนั้นคนปกติที่ไหนเขาจะ มานั่งในที่ของยาจกอย่างนี้…
ถึงสภาพการเงินของเขาจะฝืดเคือง เกือบถึงขั้นยาจก จริง ๆ ก็เถอะ…

เขาหิ้วคอเจ้าแมวขึ้นมองหน้า มันก็ยังร้องเมี้ยว ๆ อ้อนไม่ ยอมหยุด เห็นแล้วก็ชวนให้หงุดหงิด “ชิ เป็นเพราะแกแท้ ๆ จะไปไหนก็ไปซิ่ว ๆ!”

ระหว่างที่คนดวงตกกำลังพาลโวยวายกับแมว พลันหาง ตาบังเอิญเห็นลูกบอลของอากาศที่อัดแน่นกัน ประหนึ่ง ลูกแก้วสีม่วงลอยปุย ๆ ตรงเข้าแสกหน้า เขาจึงเบนหลบ เล็กน้อย ซึ่งเป็นความคิดที่ถูกต้อง

ลูกบอลนั่นชนโครมเข้ากับกำแพง เสียงดังสนั่นหวั่นไหว ปูนหนากระเทาะร่วงกราวราวกับโดนค้อนทุบ หยาดเหงื่อ พระกาฬหลั่งรินฉับพลัน เมื่อหันไปที่ทางออกตรอก เด็ก สาวผมหยักศกยาวประบ่ายืนกอดอกจ้องมองเขาตาเขียว ปัด ในขณะที่คนข้างนอกสับสนวุ่นวาย มหาภัยของ เสียงฟ้าถล่มเมื่อครู่

“ชิ” คุณเธอสบถแถมขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความ เสียดาย

“ฝะ ฝีมือเธอเหรอ…น่ะ…?” คุณเธอไม่ตอบแต่สืบเท้า เข้าหาเยี่ยงนักเลงโตทั้งที่ตัวกระจ้อย ถึงยุคนี้ผู้คนส่วน มากสามารถใช้พลังจิตได้ แต่ใช้ตามอำเภอใจแบบนี้ไม่ ถูกต้อง… นี่มันผิดกฎหมาย!
“นายคิดจะทำอะไรกับแมวนั่น!” สาวน้อยแหวใส่

“อะไรนะ?” แล้วเขาจะทําอะไรได้นอกจากงุนงง

“คิดจะทำร้ายสิ่งมีชีวิตน่ารัก ๆ แบบนี้ นายมีหัวใจหรือ เปล่า?”

“นี่เธอ! จะฆ่ากันด้วยเหตุผลแบบเนี่ยนะ!!” เขาได้แต่อึ้ง พูดไม่ออกไปชั่วขณะ ปากสั้น ๆ กัดฟันเรียกสติกลับคืน ๆ มาได้ กระโดดลุกพรวดขึ้นมายืน นิ้วชี้ไปยังหลุมอำมหิต บนกำแพง

“ความเร็วแค่ลูกโป่งลอยเท่านั้น ถ้าหลบไม่ได้นายนั่น แหละผิด!” คุณแม่ตัวน้อยเถียง ทั้งเงยหน้ามองหาเรื่อง ตรง ๆ ทั้งที่เจ้าตัว สูงแค่ระดับสายตาของเท่านั้น

เขากะพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะถอนหายใจยาว หย่อนเจ้า แมวลงกับพื้น… ถึงจะโกรธ และดวงย่ำแย่แค่ไหน แต่จะ ให้มาทะเลาะกับเด็ก มันก็ดูน่าอนาถเกินไปอยู่ดี…

“ถึงขั้นโดนเด็กกะโปโลชี้หน้าด่าได้ น่าชีวิตฉันคงตกต่ำ ถึงขีดสุดแล้วสินะ” เขาบ่นอุบ เดินเลี่ยงไปง่าย ๆ แต่ว่า ไม่ทันได้ก้าวเท้าออกจากตรอกสองขาก็หนักอึ้งก้าวต่อ ไปไม่ไหว เมื่อหันกลับไปเจ้าหล่อนยืนท้าวเอวยิ้มเหี้ยม เกรียมให้
“มันจะมากไปแล้วนะ!!” คุณเธอตวาดลั่น

“ใครกันแน่ที่ควรพูดอย่างนั้น นี่มัน…เฮ้ย!!” พูดไม่ทันจบ ประโยคแรงกดอันหนักหน่วงก็ทุบเขานอนคว่ำลงกับพื้น แต่ก็ยังพยายามเงยหน้าขึ้นดูเด็กจอมอวดดีอีกรอบ

ถ้าดูแค่หน้าตาก็น่ารักใช่ย่อย แต่นิสัยแบบนี้…ไม่ปลื้ม อย่างแรง ที่สําคัญไอ้ตราตรงอก… ตราสัญลักษณ์ของ เมืองนี้ ซึ่งเป็นเครื่องหมายของผู้ใช้พลังระดับ S ขึ้นไป และได้รับมอบหมายจากทางการ ให้คอยกํากับดูแลการ ใช้พลังจิตในการกระทําผิดกฎหมาย

แต่ยัยนี่…

ยัยนี่มัน…!!

“ใช้อานาจในทางมิชอบนี่หว่า!”

“พูดถึงใครกัน ? ฉันได้รับแจ้งจาก GPS ว่าคนร้ายหลบ อยู่ตรอกนี้ การที่นายมาขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของฉัน นายนั่นแหละผิด

เขารู้สึกปวดหนึบ ๆ ที่ศีรษะ เจอแบบนี้ใครไม่โมโหก็บ้า แล้ว… เขาชักอยากด่ายัยเด็กนี่กลับเป็นภาษาต่างดาว จริง ๆ แต่เพื่อความปลอดภัยต่อชีวิต ปากจึงพาลพาไป ทางอื่น “สายข่าวมั่วแล้วมั้ง ฉันโดนนักเลงอัดนั่งกองอยู่ตรงนั้นมาร่วมครึ่งชั่วโมง ไม่เห็นมีคนอื่นผ่านมาสักคน!”

“อ๋อเหรอ นี่ฉันพลาดเองสินะ..” เป็นครั้งแรกที่สาวเจ้า ชะงักไป สายตามองสำรวจไปรอบ ๆ และพบกับความว่าง เปล่า…

ขณะนั้นแรงกดดันที่ยันทับร่างของเขาไว้ก็ผ่อนคลายลง เขาจึงค่อย ๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่ง เห็นเธอมีสีหน้าผิดหวังก็อด พูดไม่ได้ “แต่… ฉันว่าเธอโชคดีแล้วที่ไม่เจออาชญากรที่ ว่า ทางการให้เด็กอย่างเธอตามล่าอาชญากรเนี่ยนะ บ้า หรือเปล่า?”

“เหรอ… หรือว่าที่แท้นายคือหมอนั่น แต่แสร้งปลอมตัว เป็นคนอื่นกันแน่… อ๊ะ…!” เจ้าหล่อนตั้งสติได้ ยังไม่วาย หันมาหาเรื่องต่อ แต่พูดไม่ทันจบประโยค สายตาของเธอ เบิกโตขึ้น ยกมือกุมขมับ ทรุดตัวลงนั่งคุกเข่ากับพื้นทั้ง น้ำตาเล็ด ท่าทางกำลังทรมานอย่างเห็นได้ชัด

สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วอย่างน่าใจหาย เขา กวาดสายตามองไปรอบ ๆ ตรงถนนใหญ่ไม่มีอะไรผิด ปกติ สิ่งที่แปลกไปคือเจ้าแมวดำในกล่องมันกำลังเปิด ปากร้องอยู่ แต่เขาไม่ได้ยินเสียงของมันสักนิด

เขารีบวิ่งไปจับบ่า เรียกเจ้าหล่อน แต่เธอยังฝืนหรี่ตาม องเขาด้วยแววตาแข็งกร้าว แล้วผลักจนเขาลงไปนั่งก้น จําเบ้าอีกรอบ
“อะ ออกมานะ ฉันรู้ว่าแกอยู่แถวนี้!!” เด็กสาวโวยลั่น ก่อนจะกรีดร้องด้วยความทรมาน ซึ่งตัวการก็ตอบสนอง กลับด้วยเสียงหัวเราะ ดังก้องตรอกเล็ก ๆ โดยที่คนที่ สัญจรไปมาด้านนอกไม่รู้สึกตัวเสียด้วยซ้ำ

บรรยากาศน่าขนลุกขึ้นทุกขณะ ชายรุ่นราวคราวเดียว กับเขาก็ปรากฏร่างให้เห็นนั่งห้อยขามองลงมาข้างล่าง อย่างสบายอารมณ์

“ออกมาแล้วไง แม่หนูน้อย” หมอนั่นว่าพลางหัวเราะ เยาะ “ไล่ตามมาโดยไม่รู้พลังพิเศษของฉันเลยเชียวรึ มัน จะอวดดีเกินไปแล้ว”

“หุบปากซะ!!” เธอแข็งใจใช้พลังเท่าที่มีจู่โจมใส่ชายบน ยอดตึก แต่ว่ามันกลับไม่เป็นอย่างใจคิด เสียงดังโครม ครามชุดใหญ่โดนแต่ตึก ก่าแพง และพื้นรอบ ๆ เท่านั้น เศษหินเศษปูนร่วงกราวลงกับพื้นพร้อมกับร่างเล็กที่ฝืนไม่ ไหวอีกต่อไป เธอคุกเข่าลงก้มหน้ากับพื้นน้ำตาไหลพราก

“เฮ้ย นี่นายทำบ้าอะไรกับเด็กน่ะ!” เด็กหนุ่มข้างล่าง ตะโกนลั่นแสกหน้าผู้มาใหม่ในที่แปลก ชายข้างบนทำ หน้าแปลกใจเล็กน้อยก่อนจะแสยะยิ้มเย้ยลงมาให้คนที่ เดือดดาลอยู่ด้านล่าง

“มีอะไรหรือไอ้กระจอก ฉันช่วยแก้แค้นให้ยังไม่ขอบคุณอีก” หมอนั่นตอบกลับ

“ถึงอย่างไร ฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการใช้พลังทำร้ายคนอื่น อยู่ดีนั่นล่ะ”

“อ๋อเหรอ แล้วแกจะทำอะไรได้มิทราบ?”

การพูดคุยเจรจา ดำเนินไปได้แค่ไม่กี่ประโยค เขาก็รู้ แล้วว่าเปล่าประโยชน์ ขณะนั้นเสียงร้องไห้ของสาวเจ้าก็ เสียดแทงใจจนเริ่มทนไม่ไหว เขาจึงถอนหายใจยาวอีก รอบด้วยความรําคาญ เดินตรงเข้าหาเจ้าแมวด่าตัวน้อย ลองลูบหัวมันนิดหน่อย และอุ้มมันขึ้นมา…

ในวินาทีนั้นเองที่เสียงร้องของมันก็กลับคืนมา สาวตัว น้อยหันมามองเขาด้วยความสงสัย เช่นเดียวกับเจ้าหนุ่ม คนนั้น… ไม่มีใครเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

“แกทําอะไร…” คนบนตึกนั่งขบฟัน กำมือแน่นจนสั่น ระริก

“ยังไหวหรือเปล่าเธอน่ะ” เด็กหนุ่มว่าแล้วก็ลูบศีรษะ ยิ้ม บางให้… ทั้งที่ก่อนหน้ายังนอนหมอบน่าอดสูอยู่กับพื้นแท้

แต่ถึงไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร เธอก็ไม่ยอมปล่อยโอกาสให้ หลุดไปแน่ มือขวายื่นเล็งขึ้นฟ้าใบหน้าฝืนยิ้มด้วยความสะใจ เมื่อคนร้ายเห็นท่าไม่ดี ก็รีบกระโจนตัวลุกขึ้น อย่างรวดเร็วแต่ไม่ทัน ขาข้างหนึ่งของหมอนั่นโดนแรง โน้มถ่วงมหาศาลจับฟาดเข้ากับขอบตึก ร้องเสียงหลง ก่อนจะหอบสังขารวิ่งหนีไป พร้อมกับสติของเด็กสาวที่ ขาดสะบั้นลง

เขายืนเกาศีรษะตัวเองพลางมองมือของตนเองแล้วก็ ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “เผลอลงมือจนได้แฮะ…”

สายตาของเขาเลื่อนไปหยุดอยู่ตรงเด็กสาวที่นอนฟุบ อยู่ในตรอกมืด และแมวน้อยที่ยังร้องคละเคล้าเสียง ความวุ่นวายของเมืองใหญ่

“ว่าแต่จะเอายังไงต่อดีล่ะเนี่ย” เขาสบถกับตัวเองเสียง อ่อย ด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์นัก


เพื่อการอัปเดตบทที่เร็วขึ้น กรุณาบริจาคสำหรับเว็บไซต์เพื่อซื้อบทใหม่! ขอขอบคุณ
THB

เคล็ดลับ: คุณสามารถใช้แป้นคีย์บอร์ดซ้ายขวา A และ D เพื่อเรียกดูระหว่างบทต่างๆ