I have a crush on you

บทที่ 9 รอยยิ้มที่เศร้ากว่าร้องไห้



บทที่ 9 รอยยิ้มที่เศร้ากว่าร้องไห้

บทที่ 9 รอยยิ้มที่เศร้ากว่าร้องไห้

ป้ายโร่ซีฝืนยิ้มแต่ไม่พูดอะไร นั่งเงียบไม่ส่งเสียง

หยิ่นรุ่ยเขยิบเข้าหาป้ายโร่ซี แล้วพูดกระซิบ “โร่ซี อยาก เอาชนะผู้ชายซักคนที่จริงแล้วมันง่ายมาก ผู้ชายทุกคน เป็นสัตว์เลื้อยคลานทั้งนั้น ก็อย่างพี่สามที่ชอบธรรมและ น่าเกรงขามของเธอ เขายัง…”

ป้ายโร่ซีลุกขึ้นยืนทันที ถ้าฟังต่อไป เธอได้เป็นบ้าขึ้นมา จริงๆ “หยิ่นรุ่ย ฉัน…ฉันพึ่งนึกได้ว่าฉันยังมีงานที่สำคัญ ต้องจัดการ เธอนั่งตามสบายนะ ฉันทำงานก่อน”

เธอพูดพลางเปิดโน๊ตบุ๊คที่วางอยู่ข้างโต๊ะ แล้วนั่งลงหน้า

คอมฯ

หยิ่นรุ่ยเม้มปาก ค่อยๆหยิบกระเป๋าขึ้นมา “เธอยุ่งขนาด นี้ งั้นฉันไม่รบกวนแล้ว ไว้รอเธอว่างพวกเราค่อยคุยกัน ใหม่”

ป่ายโร่ จ้องไปที่หน้าจออย่างตั้งอกตั้งใจ นิ้วเรียวยาว กดแป้นพิมพ์ป๊อกแป๊ก แสร้งทำเป็นยุ่งแล้วขานตอบ “โอเค”
หยิ่นรุ่ยโบกมือให้เธอ “บ๊ายบาย

“บ๊ายบาย!”

พอประตูห้องถูกปิดลง ป้ายโร่ซีก็เหมือนกับคอมพิวเตอร์ ที่ถูกถอดปลั๊กออก เครื่องดับลงทันที

เธอพิงพนักเก้าอี้อย่างหมดแรงไปทั้งตัว มือทั้งคู่ร่วงลง มาจากแป้นพิมพ์ สายตามองเหม่อไปที่หน้าจออย่างไร้จุด

โฟกัส

ดวงอาทิตย์ส่องแสงอบอุ่นอยู่ภายนอก แต่ในห้องกลับ สัมผัสไม่ได้ถึงความอบอุ่นใดๆ

แผลในใจเหมือนถูกโรยซ้ำด้วยเกลือ เจ็บเข้าไปถึง

กระดูก

รู้สึกได้ถึงน้ำเย็นๆบนหน้า เธอยกมือขึ้นเช็ดแก้ม ถึงรู้ ว่าที่แท้ก็คือน้ำตาที่ไหลออกมาเงียบๆ

ในวันนี้ ป้ายโร่ซีก็ไม่เดินออกมาจากห้องอีกเลย

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น

ฟ้าพึ่งจะสว่าง หมอกยังไม่ทันจากหาย ป่ายโร่ซีก็ตื่นขึ้นมาแต่เช้า ล้างหน้าล้างตัว สวมใส่ชุดลำลอง วางแผนที่ จะใช้ช่วงวันลาหยุดสืบค้นคดีของแม่ให้ชัดเจน

ห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่เงียบมาก ป่ายโร่ซีสะพายกระเป๋า เดินลงมาข้างล่าง ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงฝีเท้าที่เป็น จังหวะ สงบและทรงพลัง

ฝีเท้าแบบนี้ไม่เหมือนคนทั่วไป มันเหมือนกับทหารที่ได้ รับการฝึกฝนมาเป็นปี เธอก้าวเท้าลงบันไดเร็วขึ้น หางตา เห็นแผ่นหลังในชุดทหารเดินเข้าห้องหนังสือชั้นล่างพอดี

ผู้ใต้บังคับบัญชาของเฉียวสวนโส้ทำไมถึงมาหาเขา?

ป่ายโร่ชีสงสัย สัมผัสที่หกบอกเธอว่าจะต้องเกี่ยวข้อง กับเรื่องของแม่เธอ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เธอจึง ย่องเท้าไปถึงหน้าห้องหนังสือ

ประตูห้องหนังสือเปิดแง้มอยู่ เสียงรายงานของชายคน หนึ่งดังออกมาอย่างรางเลือน “ถังลี่เต๋อถูกประกันตัวออก ไปแล้วครับ”

น้ำเสียงทุ้มต่ำน่าเกรงขามของเฉียวสวนโส้สวนขึ้นมา “สืบได้ไหมว่าใครประกันตัว?”

“ประกันตัวไปในนามเฉียวซื่อ กรุ๊ปของบ้านท่านครับวันนี้เขากลับเข้าตำแหน่งของตัวเองทำงานปกติแล้ว”

“ใครสนับสนุนมันอยู่?”

“น่าจะเป็นคุณปู่ของท่าน”

เฉียวสวนโส้นิ่งเงียบ

ห้องหนังสือจู่ๆก็เงียบสนิท

ป้ายโร่ซีหลังจากที่ฟังอยู่เงียบๆ ก็รู้สึกขนลุกขึ้นมา กะทันหัน

ถังลี่เต๋อก็คือผู้ชายที่เกือบทำลายเธอบนเรือ ที่น่ากลัว ที่สุดคือคนที่บงการอยู่เบื้องหลังน่าจะเป็นคนในตระกูล

เฉียว

ป้ายโร่ซีแน่ใจมากว่าคุณปู่ไม่มีวันทำเรื่องแบบนี้ เงื่อนงำ ที่ซ่อนอยู่เธอจะต้องสืบให้ชัดเจน

“โร่ซี”

ทันใดนั้นเสียงเยือกเย็นของผู้หญิงก็ดังขึ้น ทำเอาป้ายโร่ ซีสะดุ้งตกใจ หันไปทางต้นตอของเสียงนั้น
คนที่พูดคือสะใภ้ใหญ่- -หยื่นยิน เธอเป็นพี่สาวของหยี่ นรุ่ย ห้าปีก่อนแต่งงานกับพี่ชายคนโตของเฉียวสวนโส้ มี ลูกชายด้วยกันหนึ่งคน

ป้ายโร่ หันตัวเดินไปที่กำแพง พูดทักทายอย่างเก้ๆกังๆ “อรุณสวัสดิ์ค่ะ พี่สะใภ้

หยิ่นยินแต่งกายสง่างามหรูหรา ลักษณะท่าทางต่างบ่ง บอกถึงความเป็นกุลสตรี เธอถือกระเป๋าสุดหรูรุ่นหายาก แสดงความเป็นผู้ใหญ่ด้วยการพูดสอนพร้อมกับเดินออก ไป “ทำตัวลับๆล่อๆยืนแอบฟังอยู่นอกห้องหนังสือตั้งแต่ เช้า? เธอนี่ไม่มีคุณธรรมเอาเสียเลย”

ป้ายโร่ซีไม่พูดอะไรตอบ ในใจของเธอไม่ได้คิดเรื่อง ศีลธรรม แต่คิดเรื่องที่ถังลี่เต๋อเป็นผู้อำนวยการฝ่ายฟิล์ม และโทรทัศน์ภายใต้เฉียวซื่อ กรุ๊ป

บังเอิญว่าตอนนี้พี่สะใภ้ก็บริหารบริษัทภาพยนตร์และ

โทรทัศน์นี้อยู่

หยิ่นยินเปลี่ยนรองเท้าอยู่ที่โถงทางเดิน ป่ายโร่ซีเดินไป ทางเธอ แล้วพูดอย่างร้อนรน “พี่สะใภ้คะ พี่มีพนักงานชื่อ ถัง เต๋อใช่ไหม? ฉันขอไปที่บริษัทกับพี่.…….

เธอยังไม่ทันพูดจบ จู่ๆก็มีแรงจากด้านหลัง คว้าแขนของ เธอ แล้วผลักไปข้างหลังอย่างแรง
“โอ้ย…” เสียงจากการกระแทก

กว่าป้ายโร่ซีจะรู้ตัว ก็ถูกเหวี่ยงลงไปนั่งที่โซฟาแล้ว เธอ เงยหน้ามองด้วยความงงงวย เห็นเงาดำ กดทับกักขังเธอ ไว้ที่โซฟา

ตกใจตัวแนบติดกับโซฟา สองมือดันหน้าอก ป้ายโร่ มองไปที่หน้าตาหล่อเหลาแต่เย็นชาของเฉียวสวนใส้ ดวงตาคมเข้ม แสดงออกมาชัดเจน

เฉียวสวนโส้วางมือทั้งคู่ไว้ข้างศีรษะเธอบนโซฟา โน้มตัว ลงตาผสานกับเธอ

หยิ่นยินเปลี่ยนรองเท้าเสร็จก็หันกลับไปมองห้องรับแขก ไม่เห็นความผิดปกติอะไร จึงหันตัวเดินออกไป

“พี่… พี่สาม…” ป้ายโร่ซีประหม่าจนเสียงสั่นเครือ แม้ว่า ใบหน้าของชายหนุ่มจะน่าหลงใหลชวนมอง แต่สีหน้าช่าง น่ากลัว โดยเฉพาะสายตาคู่นั้นที่ฆ่าคนได้ แค่มองแวบ เดียวก็ทำให้ผวา

เฉียวสวนโส้กัดฟันพูดทีละคำอย่างเยือกเย็น “ไม่อนุ ญาติให้ยื่นมือเข้ามายุ่งเรื่องของถังลี่เต๋อ หลังจากนี้ถ้า เจอผู้ชายคนนี้ หนีไปให้ไกลเท่าที่ทำได้”

“แต่ว่า…”
“นี่เป็นคำสั่ง” คำพูดน่าเกรงขามของเฉียวสวนใส้ตัดบท เสียงพูดของป่ายโร่ซี เธอสูดหายใจลึกโดยไม่ขยับ

ป้ายโร่ซีพึมพำในใจ ฉันไม่ใช่ผู้ใต้บังคับบัญชาพี่ซะ หน่อย

เฉียวสวนใส้ขมวดคิ้ว ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย แล้วออกค่า สั่งด้วยน้ำเสียงที่ยังคงไร้ความอบอุ่น “คดีของแม่เธอฉัน จะจัดการให้ เธอทําตัวดีๆหน่อย”

ป้ายโร่ซีเม้มปาก ในจมูกเต็มไปด้วยกลิ่นเข้มแข็งของ ชายหนุ่ม ประหม่าจนเริ่มหายใจลําบาก พยักหน้าตอบ เขาอย่างอ่อนแรง

เฉียวสวนโส้ลุกขึ้นยืนพร้อมถอยไปหนึ่งก้าว มือข้างหนึ่ง สอดไว้ในกระเป๋ากางเกง อีกมือหนึ่งยื่นออกไปด้านข้าง

ลูกน้องที่ยืนรอรับคำสั่งอยู่ด้านข้างส่งกระดาษเปล่าสอง แผ่นให้เขาทันที

เฉียวสวนใส้รับกระดาษมา แล้วยื่นไปหน้าป้ายโร่ ซี น้ำเสียงเย็นเฉียบเหมือนศูนย์องศา “เซ็นชื่อแล้วก็พิมพ์ ลายนิ้วมือที่มุมขวาล่างบนกระดาษสองแผ่นนี้”
“เซ็นชื่อ?” ค่อยๆรับกระดาษเปล่าที่ส่งมาให้ ด้วยความ สับสน

“เงื่อนไขในการช่วยเหลือแม่ของเธอ”

ก้มมองกระดาษที่ว่างเปล่า ป่ายโรชือดไม่ได้ที่จะยิ้ม อย่างขมขื่น ไม่มีแม้แต่เนื้อหาข้อตกลง ก็จะให้เธอเซ็นชื่อ หรอ?

นี่มันเอาแต่ใจเกินไปแล้ว จะให้อยู่หรือตายก็ควรให้เธอ รู้หน่อยสิ

นั่งมองกระดาษเปล่าอยู่ครู่ใหญ่ ป้ายโร่ซีก็เปิดปากพูด นิ่งๆ “แล้วถ้าฉันไม่เซ็นล่ะ?”

เฉียวสวนโส้ยิ้มอย่างยียวน พ่นลมหายใจออกจากจมูก พูดด้วยเสียงกดดัน “ความบริสุทธ์ของแม่อยู่ในกำมือเธอ เธอเลือกเอาเอง”

ป่ายโร่ซียิ้มอย่างขมขื่น ค่อยๆเงยหน้าขึ้น เผชิญหน้ากับ ความเย็นเยือกหยั่งลึกของชายหนุ่ม น้ำตาไหลริน เค้น รอยยิ้มออกมาอย่างไม่เต็มใจ “พี่ตามสืบคดีฆาตกรรม ของคุณน้ารอง มาตั้งแต่แรกแล้ว พี่ไม่ได้ไม่สนใจแม่ฉัน พี่จะมาขุดหลุมฝังฉันแบบนี้ จะให้ฉันเซ็นชื่อในข้อตกลงที่ ไร้มนุษยธรรมใดๆแบบนี้มาเป็นเงื่อนไขแลกเปลี่ยน นี่มัน เกินไปมากจริงๆ”
เฉียวสวนโล้สีหน้าเยือกเย็นขึ้นเรื่อยๆ จ้องไปที่ดวงตาคู่ สวยของเธอ น้ำใสๆที่เอ่อล้นอยู่ในตาเริ่มไหลรินออกมา

นิ้วเรียวยาวสั่นนิดๆอย่างห้ามไม่ได้ เขายืนนิ่ง สองมือ ล้วงกระเป๋ากางเกง

ป่ายโร่ซีก้มหัวลงแล้วปาดน้ำตา ไม่ต้องการให้ชายคนนี้ เห็นสภาพเธอร้องไห้ เสียงสะอื้นพูดออกมาเบาๆ “พี่เป็น ทหารที่น่ากลัวและชั่วร้ายที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอ”

เธอป้ายโร่ซีก็เป็นผู้หญิงที่พูดแล้วไม่คืนคำ กัดฟัน แล้ว ควานหาปากกาในกระเป๋า

ซิงเฉินที่ยืนอยู่ด้านข้างรีบส่งปากกากับหมึกให้เธอทันที “คุณโร่ซี เชิญใช้อันนี้ครับ”

ป้ายโร่ซีหยุดนิ่ง เงยหน้ามองไปที่ซิงเฉินเธอจำชายคนนี้ ได้ เขาเป็นลูกน้องคนสนิทของเฉียวสวนโส้

เธอรับปากกามาจากมือของซิงเฉิน เซ็นชื่อและพิมพ์ ลายนิ้วมือลงไปอย่างไม่ลังเล

ในเวลาสิบกว่าวินาที เธอยกชีวิตของตัวเองให้กับความ มืดมิดที่ไม่รู้จักไปแล้ว
เซ็นชื่อเสร็จ เธอก็โยนกระดาษใส่มือของซิงเฉิน ไม่เงย หน้ามอง หยิบกระเป๋าของตัวเองแล้วหันตัวเดินจากไป ทันที

25ปีมานี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกว่าเฉียวสวนโส้น่า รังเกียจขนาดนี้ ตอนนี้ไม่อยากแม้แต่จะมองหน้า

เฉียวสวนโส้มองตามเงาที่เดินจากไปของป่ายโรซี ยืนไม่

ขยับเขยื้อนอยู่ที่เดิม

“คุณชายสาม คุณโร่ซีเซ็นเรียบร้อยแล้วครับ” ซิงเฉินพู ดอย่างเคารพนอบน้อม

จนกระทั่งเงาของป้ายโร่ หายออกไปจากบ้าน เฉียว สวนโส้ถึงยิ้มออกมาอย่างขมขื่นแล้วถามว่า “เมื่อกี้พวก นายได้ยินไหมว่าเธอพูดว่าอะไร?”

ซิงเฉินกับอาเหลียงต่างไม่กล้าปริปาก เพราะว่าพวกเขา

ได้ยินชัดเจน

เฉียวสวนโส้รู้ว่าลูกน้องไม่กล้าพูดออกมา เขาจึงถามเอง

ตอบเอง “ฉันคือทหารที่น่ากลัวและชั่วร้ายที่สุดเท่าที่เธอ เคยเจอ”

พูดจบ เขาก็อดยิ้มกับตัวเองไม่ได้เพียงแค่ รอยยิ้มนั้นดูเศร้ายิ่งกว่าร้องไห้เสียอีก


เพื่อการอัปเดตบทที่เร็วขึ้น กรุณาบริจาคสำหรับเว็บไซต์เพื่อซื้อบทใหม่! ขอขอบคุณ
THB

เคล็ดลับ: คุณสามารถใช้แป้นคีย์บอร์ดซ้ายขวา A และ D เพื่อเรียกดูระหว่างบทต่างๆ