แม่หมอและลูกน้อยที่น่ารักของเธอ

บทที่ 2 ข้ามมิติ



บทที่ 2 ข้ามมิติ

“ฤดูใบไม้ผลิมาถึงแล้ว สรรพสิ่งล้วนกลับมามีชีวิตอีกครั้ง อีก ทั้งยังเป็นฤดูหาคู่ของสัตว์…

อหวั่นตื่นเพราะเสียงบ้านอีกแล้ว ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าป้า ใหญ่จอมรบเร้าให้เธอแต่งงานผู้นี้เองที่เป็นคนทำ

พ่อแม่ของอวหวั่นเสียไปนานแล้ว เธอเติบโตมากับป้า ใหญ่ ป้าใหญ่เป็นผู้อำนวยการสวนสัตว์ ส่วนสูง 180 เซนติเมตร และเป็นที่คนเสียงดังผิดปกติ

อหวั่นปัดหน้าจอรับสายพร้อมกับยื่นโทรศัพท์ให้ห่าง

ออกไปสุดแขน

“อะไรกัน?! นี่กี่โมงยามแล้ว?! นักอนุบาลสัตว์เขารอแก มาสองชั่วโมงแล้ว! แกยังไม่อยากแต่งงานใช่ไหม จะแต่งไม่ แต่ง?! แกจะพึ่งป่าอยู่นี่ทั้งชีวิตเลยหรือไง ป้าเตือนแกไว้เลยนะ แกอายุ 18 แล้ว ป้าไม่มีหน้าที่เลี้ยงดูแกแล้ว! ถ้าปีนี้แกไม่ แต่งงานออกไป ป้าจะให้แก

อหวั่นหูชาไปหมด คงไม่ต้องบอกก็เดาได้ ป้าใหญ่ขึ้น คำขาดแบบนี้กับเธอทุกเดือน แต่พูดไปก็สองไพเบี้ย สามเดือน ที่ผ่านมาก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

แต่เดี๋ยวก่อน…นักอนุบาลสัตว์
ดอกเตอร์ด้านสัตววิทยาที่เลี้ยงลูกหมีแพนด้า

เข้าใจแล้ว

บางทีเธออาจจะแอบขโมยออกมาได้สักตัว

อหวั่นเก็บข้าวของแล้วลงไปชั้นล่าง ใครจะรู้ว่าเมื่อเปิด ประตูรถ ก็มีกระถางต้นไม้ใบหนึ่งตกลงมาจากท้องฟ้า

อหวั่นตื่นขึ้นมาท่ามกลางความหนาวเหน็บ เมื่อได้สติก พบว่าตนนอนอยู่บนคั่ง ซึ่งสภาพทรุดโทรม เธอนอนทับอยู่ บนฟูกที่เต็มไปด้วยกลิ่นอับ ส่วนที่ห่มตัวเธออยู่นั้นก็คือผ้านวม ที่เหม็นอับยิ่งกว่า

สายลมเย็นยะเยือกแทรกผ่านช่องเล็กๆ บนผนัง ทำให้ ห้องซึ่งเดิมทีก็หนาวจนทรมานอยู่แล้ว ยิ่งหนาวมากขึ้นไปอีก

สมองของเธอสับสนวุ่นวายไปหมด มีภาพและเสียง แปลกๆ พุ่งเข้ามาในหัวของเธอ แต่ทว่าทุกอย่างล้วนพร่ามัว เธอไม่รู้ว่านี่คือความจริง หรือสมองเธอได้รับการกระทบ กระเทือนกันแน่

ในห้องปกคลุมไปด้วยแสงสลัวของกองไฟ

อหวั่นมองตามแสงไฟไป ก็เห็นผนังฝั่งตรงข้ามหน้าต่าง ที่พื้นมีเด็กผู้ชายตัวเล็กผอมโซคนหนึ่ง เขาสวมเสื้อผ้าแบบ โบราณซึ่งทั้งเก่าทั้งขาดรุ่งริ่ง
เตาอั้งโล่ที่วางอยู่ด้านหน้าเขามีไม้อื่นๆ ท่อนหนึ่งเสียบไว้ แต่เพราะจุดไฟไม่ติด เด็กน้อยจึงพยายามใส่หญ้าแห้งและ ใบไม้เข้าไปเพิ่ม

แม้ว่าการก่อไฟนั้นยากลำบาก แต่ในที่สุดก็ทำสำเร็จ

ดูจากสถานการณ์แล้ว เหมือนว่าเด็กคนนี้ตื่นมาแบก

กานํา โลหะสภาพซอมซ่อซึ่งมีน้ำปริ่มเพื่อนำไปตั้งบนเตา

อหวั่นรู้สึกมึนงง

“นี่” อวหวั่นส่งเสียงเรียก

เด็กน้อยหันมามอง ดวงตาเป็นประกาย และกล่าวว่า “ท่านพี่ตื่นแล้วหรือ

เขาวางคีมคีบถ่านลง และวิ่งตรงมาหาอหวั่น

เด็กน้อยคนนี้เรียกเธอว่า ท่านพี่ ถ้าเช่นนี้ ความทรงจำ ช่วงนั้นก็ไม่ได้มาจากจินตนาการ เธอได้กลายคนเป็นอีกคน หนึ่งไปแล้ว

“ท่านพี่ ท่านรู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือไม่

อหวั่นส่ายหัวอย่างไม่มั่นใจ พร้อมตอบว่า “ไม่ แล้วท่าน แม่เล่า”

“ท่านแม่เป็นลม” เขาตอบ

“เป็นลมได้อย่างไร” อวหวั่นถาม ถึงแม้ว่าความทรงจำจะ บอกเธอว่าท่านแม่ร่างกายไม่แข็งแรง กระดูกกระเดี๋ยวไม่ค่อยดีนัก แต่ไม่ได้รุนแรงจนอยู่ในจุดที่จะเป็นลมล้มพับไปได้

เด็กน้อยก้มหน้า และตอบอย่างเศร้าสร้อยว่า “พวกเขา บอกว่าท่านพี่ตายแล้ว ท่านแม่ก็ร้องไห้ ร้องแล้วร้องอีก หลัง จากนั้นก็เป็นลม”

ที่แท้ก็เพราะสะเทือนใจ…

อหวั่นมองน้องชาย สัมผัสได้ถึงความกังวลและความ กลัวที่อยู่ในจิตใจของเขา ลำบากเขาแล้ว ญาติสนิทคนหนึ่งก็ ตายจากไป อีกคนหนึ่งก็ไม่ได้สติ ไม่รู้จริงๆ ว่าเขายืนหยัดอยู่ ได้อย่างไร

อวีหวั่นยื่นมือไปลูบศีรษะเล็กๆ ของเขา พลางกล่าวว่า “เห็นไหมว่าพี่ยังไม่ตาย ”

เด็กน้อยเงยหน้าขึ้น ประกายในดวงตากลับมาอีกครั้ง และตอบว่า “อื้ม!”

อหวั่นมองดูเตาไฟและกาต้มน้ำที่แทบจะไม่อาจเรียกได้ ว่าเป็นเครื่องครัว พร้อมเอ่ยถามว่า “รินน้ำให้พี่สักแก้วได้ไหม เห็นเจ้าต้มน้ำแล้ว

“ได้” เด็กน้อยเดินไปอย่างตื่นเต้น เขามีความสุขเพราะ ได้ใช้ความสามารถของตัวเองให้เป็นประโยชน์ แต่แน่นอนว่า เขายังเล็กเกินกว่าจะรู้ว่าน้ำที่ต้มเดือดแล้วจึงดื่มได้ เมื่อเห็นว่า มีไอร้อน ก็คิดว่าน้ำเดือดแล้ว

เขาเทน้ำอุ่นลงในชามดินเผาใบใหญ่ที่ขอบบิน ประคองถ้วยอย่างระมัดระวัง และนำมาให้เธอ

น้ำนี้ยังต้มไม่เดือด ถ้าเป็นโลกปัจจุบัน เธอต้องถูกป้า ใหญ่บ่นจนแมลงกินหูแล้วเป็นแน่

ดื่มน้ำที่ยังไม่ได้ต้ม? แกไม่กลัวพยาธิหรือไง พวกเด็กวัย รุ่นนี้ไม่เคยดูแลสุขภาพตัวเองเลย!

อวหวั่นไม่ได้พูดเหมือนที่ป่าใหญ่พูด เธอเคยดื่มน้ำที่ยัง ไม่ได้ต้มมาก่อน เพียงแต่ตอนนี้มองย้อนไป เธอไม่แน่ใจว่า ตนเองไม่ได้ใส่ใจ หรือแค่อยากต่อต้าน จงใจไม่ใส่ใจเสียเอง

ป้าใหญ่เป็นคนดี แต่ทว่าบางครั้งก็จุกจิกเสียจนเธอทนไม่ ไหว…

อหวั่นหัวเราะอย่างขมขื่น ข้ามมิติมาอยู่ที่นี่ นึกอยากถูก

ป้าใหญ่บ่นอีกสักครั้ง ก็ไม่มีโอกาสเสียแล้ว

ทันใดนั้น ก็มีลมเย็นวูบหนึ่งพัดขึ้นมาข้างมือของเธอ

ที่แท้ก็เป็นเด็กน้อยนี่เอง เขาเห็นว่าเธอไม่ยอมดื่มน้ำเสียที คิดว่าคงร้อนเกินไป จึงช่วยเป่าให้

อหวั่นดื่มน้ำในชามจนหมด

เมื่อดื่มน้ำหมด เธอรู้สึกว่าสติกลับมาแล้ว จึงถามเด็ก น้อยว่า “ว่าแต่ พี่หลับไปกี่วัน

“สามวัน”

ถ้าเช่นนั้น ท่านแม่ของพวกเขาก็หมดสติไปแล้วสามวัน
อหวั่นมองเด็กชายตัวน้อยที่ใบหน้าเหลืองและร่างกาย ซูบผอม จึงลองถามว่า “ไม่กี่วันมานี้เจ้ากินอะไรแล้วบ้างหรือ

“กินแล้ว! กินในห้องของท่านย่า” เด็กน้อยตอบ “กินอิ่มหรือไม่” อวีหวั่นถาม

เด็กชายตัวน้อยไม่กล่าวอะไรต่อ

ริมฝีปากแตก ใบหน้าซีดเซียวไร้เรี่ยวแรง คงเพราะไม่มี

อะไรกินนั่นเอง

อหวั่นเปิดผ้าห่มออก สวมเสื้อกันหนาวผ้าสำลีที่เต็มไป ด้วยรอยปะ แล้วเอ่ยกับน้องชายผู้หิวโซว่า “ไป ไปดูท่านแม่กัน ก่อน แล้วจะหาอะไรให้เจ้ากิน


เพื่อการอัปเดตบทที่เร็วขึ้น กรุณาบริจาคสำหรับเว็บไซต์เพื่อซื้อบทใหม่! ขอขอบคุณ
THB

เคล็ดลับ: คุณสามารถใช้แป้นคีย์บอร์ดซ้ายขวา A และ D เพื่อเรียกดูระหว่างบทต่างๆ