พลิกชีวิต ผมเป็นคนรวยแล้ว

บทที่ 480 ต้องเป็นแค่ตระกูลลัดดาวัลย์



บทที่ 480 ต้องเป็นแค่ตระกูลลัดดาวัลย์

ทุกคนได้ยินคําพูดของประเวก จึงขึงตาโตอย่างตกตะลึง นึกไม่ ถึงว่าประเวกและนันทิตาทั้งสองกลับมีความสัมพันธ์กับคนใหญ่ คนโต ไม่น่าล่ะพวกเขาสองคนถึงไม่มองคนอื่นในสายตาขนาดนี้

การเปลี่ยนแปลงเขตเมืองเก่าของเกียวโต เรื่องและคนที่ดึง มาเกี่ยวข้อง ไม่มีคนไหนที่ง่ายเลย ต่อให้น้าชายของประเวกจะ เป็นเพียงคนที่ทำงานให้กับคนใหม่คนโตในการเปลี่ยนแปลง ครั้งนี้ ก็คงต้องไม่ใช่คนธรรมดาจะสามารถผิดใจด้วยได้

หลังจากที่รู้ฐานะของประเวก ทีแรกก็ยังรู้ตลกและเกลียดชัง พวกเขาสองคน จึงรีบเปลี่ยนทีท่าทันที คนที่นั่งในขบวนรถไฟ ของพวกเขากำลังมุ่งหน้าไปยังเกียวโต และส่วนมากก็เป็นคนที่ ตั้งถิ่นฐานอยู่ในเกียวโต ถ้าสามารถคบหาเป็นเพื่อนกับประเวก ถึงเวลาคงได้รับผลประโยชน์ไม่น้อยแน่นอน

ทั่วทุกสี่ทิศต่างก็ทำใบหน้าที่เคล้าด้วยความเป็นมิตรแล้วขยับ เข้าไปใกล้ประเวก ใบหน้าเคล้าด้วยรอยยิ้ม เหมือนลืมเรื่องที่ เกิดขึ้นก่อนหน้านี้

“พ่อหนุ่ม คุณช่างเก่งกาจจริงๆ อายุยังหนุ่มก็สามารถเข้าร่วม งานใหญ่ขนาดนี้ ต้องมีอนาคตที่ไร้ขีดจำกัดแน่นอน”

“ใช่ น้องชาย ก่อนหน้านี้ยังเยาะเย้ยคุณ คุณอย่าได้ใส่ใจเลย นะ บ้านของผมเปิดบริษัท ในเกียวโต ไม่แน่อนาคตเราอาจจะได้ ร่วมมือกัน งั้นเราคบหากันเป็นเพื่อนก่อนเถอะ”
“น้องชายเกิดมาหล่อขนาดนี้ แล้วยังมีอนาคตที่ไม่สิ้นสุด แฟน สาวก็สวยขนาดนี้ นี่คุณถึงจะเป็นคนที่มีชีวิตที่ได้รับชัยชนะตัว จริง”

ได้ยินคนรอบข้างต่างก็เริ่มประจบประแจง สีหน้าของประเวก เคล้าด้วยความน่าภาคภูมิใจทันที ความรู้สึกอึดอัดใจในก่อน หน้านี้ก็จางหายไป

นันทิตาที่อยู่ข้างๆ ก็ถอนหายใจ แล้วมองคนที่อยู่รอบๆ พวกนี้ จู่ๆ ก็ไม่กล้าหายใจเสียงดัง หัวเล็กๆ ของเธอก็แหงนขึ้นมาด้วย หยิ่งทะนงตัว

เธอเป็นแฟนของประเวก ประเวกยิ่งเก่ง งั้นเธอก็จะยิ่งมีหน้ามี

ตา

เธอหันไปเหลือบตามองรพีพงษ์เพียงพริบตาเดียว แล้วเห็นรพี พงษ์เหมือนจะไม่ได้สนใจในเรื่องที่พวกเขาพูดคุย แค่ทำสีหน้า นิ่งเฉยพลางมองไปนอกหน้าต่าง

เธอเบะปากทันที ภาย ในใจกำลังคิดว่ารพีพงษ์ต้องแกล้งทำ แน่นอน จริงๆ เขาตั้งใจฟังมาก อีกอย่างภายในใจต้องรู้สึก เสียใจมากที่ไปผิดใจกับประเวก แค่รักศักดิ์ศรีของตนเอง เขาจึง แกล้งทำท่าทางที่ไม่สนใจ

“ทว่าก็แค่คนที่มีรูปกำยำแต่ไร้สมองเท่านั้น คนแบบนี้จะเทียบ กับประเวกได้ยังไง ช่างตลกจริงๆ ” นันทิตาพึมพำขึ้น
“น้องชาย ผมได้ยินคนที่รับผิดชอบเกี่ยวกับโปดเจคการ เปลี่ยนแปลงเขตเมืองเก่า วันนี้กำลังตามหาผู้ร่วมงาน ว่ากันว่า บริษัทยักษ์ใหญ่แต่ละบริษัทและตระกูลใหญ่ในเกียวโตต่างก็ อยากจะได้โอกาสนี้ วันนี้เกียวโตมีความเป็นไปได้สูงมากที่สุด น่าจะมีแค่ตระกูลลัดดาวัลย์และหอการค้าสมน.แล้วแหละ” ชาย วัยกลางคนคนหนึ่งเอ่ยถามคำพูดนี้

ประเวกทำท่าทางที่รู้ทุกอย่างอย่างลุ่มลึก และพูดขึ้น “นี่พวก คุณต่างก็เดาผิดไปแล้ว วันนี้ในเกียวโต มีบริษัทใหม่บริษัทหนึ่ง ชื่อว่ากรุ๊ปKIN ความสามารถของบริษัทนี้แข็งแกร่งมาก อีกอย่าง ยังมุ่งเน้นตระกูลลัดดาวัลย์โดยเฉพาะ ตระกูลลัดดาวัลย์ที่เคย เป็นผู้กุมอำนาจสำคัญในเกียวโตยังรู้สึกจนปัญญากับพวกเขา ต่อให้เป็นหอการค้าสมน. ก็คงไม่สามารถต่อต้านพวกเขาได้ ฉัน ได้รับข่าวสารจากทางฝั่งน้าชาย ครั้งนี้ความหวังที่ใหญ่ที่สุด ก็ คือกรูปKIN ”

ทุกคนได้ยินต่างก็ยังตาโต นึกไม่ถึงว่าประเวกกลับพูดถึง ตระกูลลัดดาวัลย์ที่มีอำนาจน่าเกรงขามนี้ กลับถูกบริษัทใหม่เอา เรื่องจนจนปัญญา นี่มันค่อนข้างสวนทางกับความคิดของพวก เขาจริงๆ

“กรุ๊ปKINนี้ฉันก็เคยได้ยิน วันนี้เป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงอย่าง มากในเกียวโตจริงๆ แค่สิ่งที่ทำให้ผมคาดคิดไม่ถึงคือ กรุ๊ปKINกลับเก่งกาจถึงขั้นนี้ แม้แต่ตระกูลลัดดาวัลย์จะไม่ สามารถจัดการกับพวกเขาได้” ชายวัยกลางคนคนนั้นพูดขึ้น

“ทว่านี่ก็แค่เป็นเรื่องที่คาดเดาเท่านั้น ตระกูลลัดดาวัลย์ยังไงก็มีอานาจในเกียวโตมาหลายปี ไม่ใช่พูดว่าล่มสลายก็จะล่มสลาย ถ้าตระกูลลัดดาวัลย์ถูกเอาเรื่อง ผมกลับรู้สึกว่าหอการค้า สมน.กลับมีความเป็นไปได้มากกว่า” แล้วก็มีอีกคนๆ หนึ่งที่ได้ แสดงถึงความคิดของตัวเอง

ทุกคนต่างก็เริ่มพูดสิ่งที่ตัวเองคาดการณ์ออกมา คนที่นั่งอยู่ บนรถไฟมากมายต่างก็ไปทำงานที่เกียวโต คนพวกนี้ก็ได้เข้าใจ ในสถานการณ์ของเกียวโตเป็นอย่างมาก ตามข่าวคราวที่ได้รับ ก็ไม่เหมือนกัน จึงมีมุมปากในเรื่องนี้ที่แตกต่างกันออกไป

ตอนที่ทุกคนกำลังพูดคุยถึงเรื่องนี้อย่างดุเดือด นันทิตาก็หัน เหลือบมองรพีพงษ์ที่อยู่ข้างๆ ตัวเอง แล้วเห็นเขาทำท่าทางที่ไม่ อยากมีส่วนร่วม ภายในใจกำลังรู้สึกว่าคนๆ นี้ต้องเป็นผู้ชายที่ ธรรมดาแน่ๆ เขาไม่เข้าใจในเรื่องใหญ่เหล่านี้ที่กำลังจะเกิดใน เกียวโต เขาต้องฟังไม่รู้เรื่องว่าประเวกกำลังพูดอะไร ดังนั้นจึง แกล้งทําท่าทางที่ไม่สนใจอะไร

เธอกลอกลูกตามองไป แล้วก็พูดกับรพีพงษ์ “นี่ นายอย่ามอง ข้างนอกอีกเลย นายก็พูดถึงความคิดของนายหน่อยสิ นายรู้สึก ว่าครั้งนี้ฝ่ายไหนจะมีความเป็นไปได้ที่จะได้มีโอกาสร่วมงานกับ การสร้างโครงการเปลี่ยนเขตเมืองเก่า? ”

ทุกคนต่างก็หยุดลง แล้วหันไปมองรพีพงษ์ เหมือนอยากรู้ว่า รพีพงษ์คิดยังไงกับเรื่องนี้

ประเวกแสยะยิ้ม แล้วพูดขึ้น “ดูก็รู้ว่าเขาคือผู้ชายธรรมดา มี แรงมากขนาดนี้ ไม่แน่อาจจะเป็นคนที่ทำไร่ทำนาทุกวี่ทุกวันเรื่องใหญ่ขนาดนีเขาจะรู้ได้ยังไง หรือว่าเขาแทบจะไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าพวกเราพูดอะไรกันอยู่”

รพีพงษ์หันไปเหลือบมองประเวกและนันทิตาเพียงพริบตา เดียว แล้วพูดขึ้น “คนที่มีโอกาสได้ร่วมมือในครั้งนี้ มีแค่ตระกูล ลัดดาวัลย์เท่านั้น”

ประเวกนิ่งงันไปทันที แล้วหัวเราะเสียงดัง จากนั้นก็พูดด้วย การเย้ยหยัน “แกอย่าพูดเล่นสิ วันนี้ฝ่ายที่ไม่ได้รับโอกาสครั้งนี้ มากที่สุด ก็คือตระกูลลัดดาวัลย์ แกกลับยังพูดได้เด็ดขาดขนาด นี้ แกนึกว่าแกคือ ใคร หรือว่าแกคิดว่าเรื่องนี้ต้องเป็นแกที่เป็นคน ตัดสินหรอ? ”

นันทิตาที่อยู่ข้างๆ จึงก่นด่าขึ้นทันที “ตลกจริงๆ นายไม่รู้ก็ไม่รู้ สิ ทำไมถึงต้องแกล้งทำเป็นครั้งนี้นายคงสร้างเรื่องตลกแล้วสิ น้าชายของประเวกเป็นตั้งคนที่ทำงานกับคนที่รับผิดชอบ ข่าว คราวที่ส่งมาจากเขา ยังไงก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะกำหนดมา แล้ว นายกลับบอกว่ามีแค่ตระกูลลัดดาวัลย์เท่านั้นที่ได้ ฉันว่าแก กำลังพูดจาไร้สาระอยู่มั้ง”

เธอถามรพีพงษ์แบบนี้ ก็เพื่อที่จะหาโอกาสหัวเราะเยาะเขา นึกไม่ถึงว่ารพีพงษ์กลับให้ความร่วมมือขนาดนี้ แล้วยังบอกออก มาอย่างไม่เชี่ยวชาญชัดเจนขนาดนี้ ช่างโง่เขลาจริงๆ

ทุกคนที่อยู่รอบๆ ได้ยินคำพูดของรพีพงษ์ ก็อดหัวเราะไม่ได้ คนไม่น้อยที่เริ่มดูหมิ่นรพีพงษ์ นันทิตาพูดอาจจะไม่ผิด เขาคือ ชายหนุ่มที่มีกำลังอันอัศจรรย์ ไม่แน่อาจจะเป็นคนที่ทำไร่ทำนาเรื่องใหญ่ขนาดนี้เขาจะรู้ได้ยังไง หรือว่าเขาแทบจะไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าพวกเราพูดอะไรกันอยู่”

รพีพงษ์หันไปเหลือบมองประเวกและนันทิตาเพียงพริบตา เดียว แล้วพูดขึ้น “คนที่มีโอกาสได้ร่วมมือในครั้งนี้ มีแค่ตระกูล ลัดดาวัลย์เท่านั้น”

ประเวกนิ่งงันไปทันที แล้วหัวเราะเสียงดัง จากนั้นก็พูดด้วย การเย้ยหยัน “แกอย่าพูดเล่นสิ วันนี้ฝ่ายที่ไม่ได้รับโอกาสครั้งนี้ มากที่สุด ก็คือตระกูลลัดดาวัลย์ แกกลับยังพูดได้เด็ดขาดขนาด นี้ แกนึกว่าแกคือใคร หรือว่าแกคิดว่าเรื่องนี้ต้องเป็นแกที่เป็นคน ตัดสินหรอ? ”

นันทิตาที่อยู่ข้างๆ จึงก่นด่าขึ้นทันที “ตลกจริงๆ นายไม่รู้ก็ไม่รู้ สิ ทำไมถึงต้องแกล้งทำเป็นครั้งนี้นายคงสร้างเรื่องตลกแล้วสิ น้าชายของประเวกเป็นตั้งคนที่ทำงานกับคนที่รับผิดชอบ ข่าว คราวที่ส่งมาจากเขา ยังไงก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะกำหนดมา แล้ว นายกลับบอกว่ามีแค่ตระกูลลัดดาวัลย์เท่านั้นที่ได้ ฉันว่าแก กำลังพูดจาไร้สาระอยู่มั้ง”

เธอถามรพีพงษ์แบบนี้ ก็เพื่อที่จะหาโอกาสหัวเราะเยาะเขา นึกไม่ถึงว่ารพีพงษ์กลับให้ความร่วมมือขนาดนี้ แล้วยังบอกออก มาอย่างไม่เชี่ยวชาญชัดเจนขนาดนี้ ช่างโง่เขลาจริงๆ

ทุกคนที่อยู่รอบๆ ได้ยินคำพูดของรพีพงษ์ ก็อดหัวเราะไม่ได้ คนไม่น้อยที่เริ่มดูหมิ่นรพีพงษ์ นันทิตาพูดอาจจะไม่ผิด เขาคือ ชายหนุ่มที่มีกำลังอันอัศจรรย์ ไม่แน่อาจจะเป็นคนที่ทำไร่ทำนาอย่างเลือกไม่ได้เท่านั้น อย่าไปเสียอารมณ์กับเขาเลย” ประเวก พูดขึ้น

นันทิตาจึงพยักหน้าใส่ประเวก ทั้งสองหันหน้าไปทางอื่น และก็ พูดคุยกับผู้คนอย่างดุเดือดต่อ

เมื่อกี้รพีพงษ์ก็ไม่ได้บอกนันทิตาไปโดยตรง ครั้งนี้แผนการที่ เปลี่ยนแปลงเขตเมืองเก่า ความจริงแล้วเขาเป็นคนตัดสิน

คนที่รับผิดชอบคนนั้นเป็นคนกลางของกิสนา วันนี้ต้องบริการ รพีพงษ์แน่นๆ แค่รพีพงษ์พูด การร่วมงานครั้งนี้อยากจะเป็นใคร ก็ได้หมด

ตระกูลลัดดาวัลย์ถูกกรุ๊ปKINจ้องจะเอาเรื่อง รพีพงษ์ต้องคิด หาวิธีเพื่อที่จะช่วยตระกูลลัดดาวัลย์ให้มีทางรอดแน่นอน การ ร่วมงานครั้งนี้ นอกจากตระกูลลัดดาวัลย์แล้ว ก็ไม่มีทางให้คน อื่นอีก

และเขาก็ไม่ได้ให้คนรับผิดชอบคนนั้นแสดงเป้าหมายออกมา อย่างชัดเจนเกินไป สำหรับภายนอก ความหวังที่ใหญ่ที่สุดยังคง เป็นกรุ๊ปKIN น้าชายของประเวกก็แค่เป็นคนข้างๆ คนที่รับผิด ชอบคนนั้นเท่านั้น และเป็นบุคคลที่ไม่สำคัญอะไร แล้วยังรู้ได้ยัง ไงว่าผู้ที่จะมาร่วมงานในโปรเจคการเปลี่ยนแปลงเขตเมืองเก่า ได้ตัดสินอย่างมั่นใจไปแล้ว

และรพีพงษ์ทำแบบนี้ ก็เพื่อให้ความหวังจิรเวชและโยษิตา แน่นอนว่าพวกเขาต้องมั่นใจว่าโอกาสครั้งนี้ต้องตกอยู่ในมือ ของพวกเขา ตอนที่พวกเขาคิดไปเองว่าสามารถพึ่งพาเรื่องโปรเจคการเปลี่ยนแปลกเขตเมืองเก่านี้มาจู่โจมตระกูลลัดดาวัลย์ รพีพงษ์ก็จะทำให้พวกเขาเข้าใจทันที ทุกอย่างได้ถูกวางไว้ตั้ง นานแล้ว และพวกเขาไม่มีทางเป็นคู่แข่งของรพีพงษ์ตั้งแต่แรก อยู่แล้ว

ถึงเวลาเชื่อว่าสีหน้าของพวกเขาต้องดูน่าสนใจมากแน่นอน

พอรถไฟความเร็วสูงถึงสถานี ทุกคนต่างก็ลุกขึ้นมาเอา สัมภาระของตนเอง จากเดินออกจากรถไฟ ตอนที่ประเวกและ นันทิตาลุกขึ้นก็เหลือบตามองรพีพงษ์ด้วยความโหดเหี้ยมหนึ่ง แวบตาเดียว จากนั้นก็เดินออกไปข้างนอก

รพีพงษ์ยืนขึ้น แล้วบิดขี้เกียจ หลังจากที่ลงจากรถไฟ ก็มอง ท้องฟ้าที่อยู่ไกล ครั้งนี้ เขาต้องให้บทเรียนที่โยษิตาสมควรจะได้ รับ ไหนๆ ครั้งที่แล้วเธอก็ฟื้นคืนชีพ งั้นครั้งนี้รพีพงษ์ต้องเห็นเธอ ตายต่อหน้าต่อตาตัวเอง ทำให้เธอไม่มีทางรอดชีวิตไปได้อีก ครั้ง!

ข้างนอกสถานีรถไฟ ประเวกและนันทิตาทั้งสองก็เดินออกไป ไม่นานก็เห็นรถบีเอ็มดับเบิลยูที่จอดอยู่ข้างถนน ข้างรถมีผู้ชายที่ ใส่เสื้อสูทคนหนึ่งยืนอยู่

ประเวกจึงรีบจูงนันทิตาเดินไป หลังจากที่ไปถึงข้างๆ คนๆ นั้น ก็รีบตะโกนด้วยรอยยิ้ม “น้าชาย นี่เป็นแฟนของผม ของขวัญ ครับ”

น้าชายของประเวกส่งยิ้มให้พวกเขาสองคน แล้วพูดขึ้น “รีบ ขึ้นรถเถอะ น้าจะพาพวกเธอสองคนไปห้องอีวานโฟนนิก วันนี้ลูกพี่ของพวกน้าไปต้อนรับแขกคนสําคัญมาก น้าจะรีบไปตกแต่ง ก่อน พวกเธอสองคนเดี๋ยวถ้าไปแล้วต้องฉลาดมีไหวพริบหน่อย อย่าสร้างปัญหาให้น้า

ประเวกและนันทิตาทั้งสองก็ได้ยินว่าจะไปเจอกับคนใหญ่คน โต ใบหน้าก็เคล้าด้วยความตื่นเต้นดีใจ แล้วรีบพยักหน้าให้กับ น้าชาย จากนั้นก็ขึ้นรถ

แขกคนสำคัญที่สามารถทำให้ผู้รับผิดชอบท่านนั้นต้อนรับ ต้องไม่ใช่คนธรรมดา และไม่รู้ว่าเป็นคนแบบไหน ภายในใจของ นันทิตาค่อนข้างรู้สึกรอคอย

รถบีเอ็มคันนั้นจากไปได้ไม่นาน รพีพงษ์ก็เดินถึงข้างถนน จาก นั้นก็เรียกรถแท็กซี่ แล้วนั่งขึ้นไป

“ลุงครับ ไปห้องอีวานโฟนนิก”


เพื่อการอัปเดตบทที่เร็วขึ้น กรุณาบริจาคสำหรับเว็บไซต์เพื่อซื้อบทใหม่! ขอขอบคุณ
THB

เคล็ดลับ: คุณสามารถใช้แป้นคีย์บอร์ดซ้ายขวา A และ D เพื่อเรียกดูระหว่างบทต่างๆ